คุณหมอไม่ได้แถ่กแรงไปหรอกครับ
ช่วงนี้ผมเนือยๆเลยเกิดอาการนิ้วแข็ง ทำให้พิมพ์อะไรไม่ค่อยได้
ตอนนี้สมองผมมันก็พาลแข็งๆไปด้วย
ผมว่าอาจจะเป็นอาการมาจากภายใน

คุณหมอไม่ได้แถ่กแรงไปหรอกครับ
ช่วงนี้ผมเนือยๆเลยเกิดอาการนิ้วแข็ง ทำให้พิมพ์อะไรไม่ค่อยได้
ตอนนี้สมองผมมันก็พาลแข็งๆไปด้วย
ผมว่าอาจจะเป็นอาการมาจากภายใน
ผมโดนหมอแถ่ก ผมเลยต้องตอบแถ่ก
1.หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน? : การบริหารจัดการและปฎิบัติการโรงแรมในศตวรรษที่ 21
2. ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ดู? ไปดูกับใคร? ที่ไหน? : The Restless เช่ามาดูอยู่คนเดียวเงียบๆที่บ้าน
3.รายการวิทยุที่กำลังฟังอยู่ หรือเพลงที่กำลังฟังอยู่ : Paris Match เพราะแทบขาดใจ
4. ชอบฟังเพลงแนวไหนมากที่สุด? : Jazz ครับ
5. พูดคำ ว่า รัก ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่จำได้ป่าว? : เฮอะ คำถามบัดซบ
6. ข้อดี ของคุณ? : ผมไม่แน่ใจบางทีมันก็ดีในบางโอกาส บางทีก็ไม่ดี
7. แล้วข้อเสียล่ะ : ผมว่าคำตอบจะคล้ายๆข้อ 6
8. แล้วมองคนอื่นยังไง? : มันก็เป็นคนเหมือนเรา
9. Wallpaper ที่คอมพิวเตอร์เป็นรูปอะไร? : ผมใช้สีพื้นสีดำ ผมว่ามันดูว่างเปล่าดี
10. สถานที่ที่อยากไปมากที่สุด? : อยากไปดูโลกใบอื่นที่มีสิ่งมีชีวิตนอกเหนือจากโลกเรา
11. คำพูดติดปาก ที่พูดประจำเลย? : แม่ง……สัด
12. ตอนนี้คิดถึงใครอยู่หรือเปล่า? : คนๆนึง แก้มเค้าจะกลมๆ ตัวสั้นๆ นิ้วกลมๆ แถมยังอ่านผมออกทุกการเคลื่อนไหว
13. เวลามองเห็นทะเลแล้วรู้สึกอะไร? : รู้สึกว่าการสร้างโรงแรมติดทะเลซักหลังแม่งยากวะ
14. ผลไม้สุดโปรด? : แก้วมังกร ผมอยากเป็นมังกรพ่นไฟใส่พวกเผด็จการ
15. มีโทรศัพท์ถึงคุณกี่ครั้งในหนึ่งวัน : เต็มที่สามครั้ง ถ้ามากกว่านั้นฝนจะตกห่าใหญ่
16. ช่วงนี้มีอะไร update ไหม? : ได้รับมอบหมายให้ช่วยร่างหลักสูตรวิชา Experimental Design ของ ป โท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
17. ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าจะเรียนถึงระดับไหน? : ตอนนี้จบโทแล้ว คิดว่าพอซะที
18. ถ้าถามเรื่องความรัก คิดยังไงกับประโยคที่ว่ารักคนที่เขารักเรา : ไร้สาระ
19. เพื่อนเราแอบชอบแฟนเราจะทำยังไง? : กระซิบกับมันว่า ” อย่าเชียวนะมึง “
20. อกหัก รู้สึกอย่างไร? แล้วจะทำยังไง? : เซ็ง แล้วก็ประชดประชันชีวิต
21. ชอบไม๊ TAG นี้ : ก็ดี
22. เป็นคนขี้หึงไหม? : นิดนึง
23. ถ้าขอพรได้จะขออะไร? : อยากเกิดเป็น ทาเคชิ คาเนชิโร่
24. คุณคิดว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร? : คนเราเกิดมาเพื่อดับสูญครับ เพราะฉะนั้นช่วงเวลาตรงกลางเป็นกำไรอย่างที่สุด
25.เลี้ยงรุ่นครั้งต่อไปเมื่อไหร่ : ผมไม่รู้แต่อย่ามีบ่อย เดี๋ยวไม่ตื่นเต้น
26. คิดไงกับเพื่อนที่มหาลัยเหรอ ? : ตลกชิบหาย
27. ฝากอะไรถึงคนที่ส่ง ถึงคุณมั้ย ? : คุณช่างเป็นหมอที่เท่ห์เหลือเกินครับ ( คิก คิก คิก )
28.ฝากอะไรถึงคนที่คุณจะส่งถึง ? : ผมคงไม่ส่งไปให้ใคร
29.คิดว่าจะมีใครตอบไหม? : ไม่ครับ
30. คุณเป็นใคร? : ผมเป็นคนธรรมดา
ผู้โชคดี ที่ได้รับการ แถ่ก คือ……… ไม่มีครับจบลงตรงนี้ละ
แม่ศรีนวลตื่นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมของเอาไว้ตักบาตรกับหลวงปู่ และขบวนการกองทัพธรรมที่เดินผ่านหน้าบ้านแกทุกวัน เช้านี้มีขาหมูที่แกนั่งหลังแข็งเคี่ยวอยู่ทั้งคืน กับไข่ลูกเขยทอดกรอบๆ และข้าวหอมมะลิอีกสามสี่ถุง
” ยิ้มใหญ่เลยนะแม่ศรี ” ยายข้างตลาดทักขึ้นมาระหว่างที่แกกำลังบรรจงวางอาหารลงในบาตร
” วันนี้วันหยุด ไอ้กระป๋องลูกชั้นกลับมาจากกรุงเทพมาเยี่ยมบ้านนะ “
” ไอ้ป๋องนะเหรอ มันอายุเท่าไรแล้วนะ “
” 25 แล้วยาย “
ยายทำหัวงกๆเงิ่นๆแปลอาการง่ายๆได้ว่ารับรู้ถึงข้อมูลที่แม่ศรีนวลส่งมา และเป็นการยอมรับโดยนัยว่าตัวเองแก่ขนาดไหน ครั้งล่าสุดที่แกจำไอ้ป๋องได้ คือตอนที่มันแก้ผ้าวิ่งพล่านอยุ่แถวๆคลองหลังบ้านแก
…………………………………….
รถกระปุกวิ่งด๊อกแด๊กมาจอดที่หน้าบ้านไม้สองชั้นของแม่ศรีนวล แกรีบกุลีกุจอเดินลงชานมาต้อนรับลูกชายคนโตกลับบ้าน
” สวัสดีครับแม่ ” เด็กหนุ่มตะโกน แล้วเดินลงมาจากท้ายรถ เนื้อตัวเปรอะไปด้วยฝุ่นลูกรังสีแดง
” ว่าไงไอ้กระป๋อง “
” โธ่แม่ บอกแล้วว่าอย่าเรียกผมแบบนั้น “
” เอ๊า แล้วจะให้ข้าเรียกว่าอะไร ตอนเด็กๆก็เรียกเอ็งมาอย่างนี้ตลอด ” แกเดินเข้าไปกอดลูกชายหนึ่งที แล้วบุ๊ยใบ้ว่าให้ไปนั่งที่แคร่หน้าบ้านก่อน ” แล้วนี่กินอะไรมารึยัง หิวมั๊ย “
” ออไม่ครับ ผมหาซื้ออะไรทานในรถไฟมาเรียบร้อย เดินทางมาเหนื่อยๆนะ ยังไงถ้าได้น้ำซักแก้วก็น่าจะดีนะครับ อากาศร้อนทีเดียววันนี้ ”
แม่ศรีนวลได้ยินดังนั้นเลยหายผลุบเข้าครัวไป
…………………………………….
เด็กชายกระป๋อง ที่ตอนนี้กลายเป็นเด็กหนุ่ม และมีชื่อเต็มว่า สมพบ กำลังนั่งเคี๊ยวหมูยอสดท่อนเท่าขาที่แม่ศรีนวลเอามาให้กับน้ำเปล่าแก้วเล็กๆ
” เป็นไง หิวละซิเรา เนี่ยแม่ซื้อมาจากยัยจันที่ข้างตลาด เอ็งยังจำได้ใช่มั๊ย แกทำหมูยอท่อนใหญ่ที่สุดในอุทัยธานี อร่อยที่สุดด้วย “
” ครับ ” สมพบเริ่มเมื่อยปากจากการเคี้ยวหมูยอ
หลังจากการถามสารทุกข์สุกดิบเป็นเวลานาน จู่ๆแม่ศรีนวลก็ตัดบทสนทนาขึ้นมาว่า
” เออ แม่จะถามเอ็งเรื่อง รัฐธรรมนูณปี 50 หน่อย “
สมพบหยุดเคี๊ยวทำท่าจะสำลักหมูยอ แล้วหันหน้ามาทางแม่ช้าๆ
” แม่สนใจเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร “
” เอ็งอย่าว่ามันไม่สำคัญเด็ดขาดนะเรื่องแบบนี้ มันทำให้เสื้อเชิ๊ตมอๆที่เอ็งใส่อยู่นะแพงขึ้น ส่วนหมูยอที่เอ็งกัดอยุ่ วันหลังเอ็งก็จะซื้อได้แค่ครึ่งท่อน ”
สมพบนั่งมองหมูยอที่มีรอยฟันของเขาเองอย่างหวาดๆ
” ผมไม่ค่อยรุ้เรื่องพวกนี้เท่าไรนะแม่ “
” หา!! ไม่รุ้เรื่อง เอ็งทำไมตกยุคขนาดนี้ ไอ้ห่าเอ๊ย เสียทีข้าเลี้ยงเอ็งมาแทบตาย เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ทุกวัน ประเทศชาติจะชิบหายเอ็งยังไม่รุ้เรื่องอีกเหรอ “
แม่ศรีนวลหายผลุบเข้าไปหลังครัวเป็นรอบที่สอง
…………………………………….
ศรีนวลเดินอาดๆออกมาจากท้ายครัว ในมือข้างนึงแบก Mac Book ออกมาหนึ่งเครื่อง สมพบได้แต่มองตาค้าง หมูยอยังค้างอยุ่เต็มปาก
” แม่ไปเอาโน๊ตบุ๊คมาจากไหน ? “
” ขโมยเค้ามามั๊ง ไอ้ห่า แม่ผากไอ้แมวไปซื้อให้ตอนมันกลับมาจากรุงเทพ เห็นงานยุ่งแม่เลยไม่กวนเอ็ง ไอ้แมวมันบอกยี่ห้อเนี๊ยดีที่สุด มันชื่อแอ๊บ ห่าอะไรแม่ก็จำไม่ได้ แต่ไอ้ด้านหน้ามันเหมือนลูกพุทราดี แม่เลยเรียกว่าไอ้พุทราขาว “
สมพบกินหมูยอต่อไป แต่ตั้งใจมอง ” ไอ้พุทราขาว ” ของแม่ศรีนวลอย่างใจจดใจจ่อ
แม่ศรีนวลล๊อกอินเข้าไปในเวบไซต์อะไรซักอย่าง ด้านในมีข้อมูลอัดแน่นอยุ่เต็มไปหมด ส่วนมากเป็นการรณรงค์ขับไล่ผู้คนบางกลุ่มให้ออกไปจากประเทศ ภาพของประชาชนใส่เสื้อสีเหลือง โบกธงถือป้ายกันให้เกลื่อนไปหมด
” เอ็งดูนี่ซะ เห็นมั๊ย เอ็งควรไปโหวตไม่รับรัญธรรมนูณฉบับนี้ มันจะทำให้ประเทศเราวุ่นวายมากขึ้น ตอนนี้มันเหมือจะคืนประชาธิปไตยให้เราก็จริง แต่เดี๋ยวพอเรื่องมันแดงขึ้นมาเดี๋ยวบ้านเมืองก็ล่มสลายกันพอดี ในระยะยาวมันไม่คุ้มนะเอ็ง “
สมพบมองภาพในจอแบบงงๆ ทั้งชีวิตเค้าไม่เคยคิดอะไรมากไปกว่าคืนนี้จะกินอะไรดี แล้วจะทำยังไงให้เจ้านายไม่โมโห
” เนี่ย คนนี้เค้าเก่ง เค้าฉลาดนะ แม่ว่าเดี๋ยวนายคนนี้จะต้องกลับมากู้ประชาธิปไตยคืนมาแก่บ้านเมืองของเรา แล้วราคาของกินของใช้มันก็จะถูกลง แม่ก็จะอยู่สบายขึ้น “
” แม่รู้ได้ไง “
” เค้าบอกแม่มา เนี่ยเค้าเขียนเอาไว้มึงเห็นมั๊ย “
” แล้วแม่แน่ใจได้ไงว่าเค้าไม่หลอกแม่ “
” เค้าไม่หลอกประชาชนหรอก มีคนเข้ามาดูเวบนี้ตั้งเท่าไร เค้าเป็นเจ้าของทีมบอลด้วยนะเอ็ง “
ไอ้พุทราขาวส่งเสียงร้องแบบเอื่อยๆ มันคงเบื่อเรื่องการเมืองที่แม่ศรีนวลเปิดดูทุกวี่ทุกวัน
” ผมว่า ……… ยังไงมันก็เรื่องภายในนะแม่ของแบบนี้ ยังไงมันก็น่าจะมีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องที่เราไม่เข้าใจ ไม่มีทางเข้าถึง ผมว่าถึงโหวต รับ ไม่รับ มันก็มีค่าเท่ากันนั่นละ “
” เอ็งก็คิดอยุ่แต่ยังงี๊ละ สมัยเด็กๆเอ็งก็เป็นแบบนี้นั่นละ ชีวิตเอ็งถึงไม่ก้าวหน้าซักที เอ็งต้องเป็นคนเด็ดขาด เลือกฝ่ายไหนซักฝ่าย ไม่งั๊นเอ็งไปอยุ่เป็นคนป่าคนดงล่าสัตว์กินไม่ดีกว่ารึ “
สมพบกินหมูยอหมดแล้ว เค้ารุ้สึกจุกๆพิกล
แม่ศรีนวลปิดฝาไอ้พุทราขาวแรงๆ เป็นการกึ่งประชดลูกชายตัวเอง แล้วผลุบหายเข้าไปในครัวเป็นรอบที่สาม
…………………………………….
แม่ศรีนวลเดินกลับออกมาด้านนอกอีกครั้ง คราวนี้แกเอาไอ้พุทราไปเก็บ แล้วหยิบเสื้อโปโลสีแดงมายื่นให้ลูกชาย สมพบรับมาแบบมึนๆ
” อะไรเนี่ยแม่ “
” เสื้อสีแดงไง เสื้อสีแดง ใส่ซะเค้าจะได้รู้ว่าเอ็งไม่รับร่างรัฐธรรมนูณฉบับนี้ “
” โธ่แม่ อย่าบอกนะว่าแม่ถูกเค้าหลอกขายมา แล้วผมก็โตแล้ว ผมตัดสินใจเองได้ว่าจะรับหรือไม่รับ ทำไมแม่ต้องมาแบ่งฝ่ายแทนผมด้วย “
” ก็เอ็งตัดสินใจไม่ได้ซักกะที แม่ก็ตัดสินใจแทนเอ็งไง “
” เอาน่าผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน บอกไม่ได้หรอกแม่ “
แม่ศรีนวลเกิดอาการเคือง เลยตวาดใส่ลูกชายแกว่า
” ไอ้คนป่าเอ๊ย ไปอยู่ในป่าแล้วกินรากไม้ซะเถอะ “
แกเลยใส่เสื้อแดงเสียเอง แล้วเดินเข้าครัวเป็นรอบที่สี่เพื่อไปทำข้าวเย็น
…………………………………….
ข้าวเย็นวันนี้เป็น ไข่ทอดชะอม กับกะปิรสอร่อย แม่ศรีนวลคุยเกทับบ่อยๆว่าเป็นสูตรที่ตกทอดมาจากรุ่นทวดเลยทีเดียว กับอีกอย่างเป็น ปลาจาระเม็ดทอดสองตัว กับต้มยำข่าไก่สีขาวนวล สมพบตักข้าวเข้าปากเคี้ยวยวบยาบ ในท้องยังมีหมูยออัดอยู่แน่น
” เออ แม่ “
” อะไร เอ็งตัดสินใจแล้วเรอะ “
สมพบทำหน้าเบ๊
” เปล่าๆ น้าใจแกฝากเอาของมาให้แม่นะ แกบอกว่าขอบคุณแม่มากที่ช่วยเหลือคราวนั้น “
” ของอะไร “
“ เออผมก็ไม่รู้นะแม่ มันอยุ่ในห่อกระดาษ ผมเองก็ยังไม่ได้เปิดดู “
ที่ชานไม้หน้าบ้าน สองแม่ลูกกำลังเปิดห่อกระดาษที่สมพบแบกมาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ในนั้นมีการ์ดอยุ่หนึ่งใบเขียนว่า ” ขอบคุณแม่ศรีนวล บุญคุณที่ติดค้างอาจตอบแทนได้เท่านี้ ” ที่ด้านในมีเงินมัดอยุ่ ฟ่อนใหญ่ๆ สามสี่อัน
สมพบเห็นแล้วอยากจะอ๊วกเอาหมูยอและอาหารที่กินเข้าไปเมื่อกี๊ออกมา
” เงิน!!! แบ๊งค์พันด้วยแม่ กี่ล้านละเนี่ย ” แม่ศรีนวลนั่งมองเงินก้อนนั้นอย่างนิ่งเงียบ
” เอายังไงดีละเนี่ย ” แม่ศรีนวลบ่นเบาๆกับตัวเอง
” อะไรนะแม่ หมายความว่ายังไง เค้าให้มาก็ต้องรับซิ “
” ก็แม่ไม่ได้ช่วยเค้าเพื่อหวังผลตอบแทน เอ็งก็รู้ แล้วถ้ารับเงินเค้า ชาวบ้านเค้าจะมองว่าแม่เอ็งหน้าเงิน ช่วยคนเพื่อของตอบแทน แต่ถ้าไม่รับเดี๋ยวเค้าก็จะไม่สบายใจ หาว่าแม่หยิ่งศักดิ์ศรี ไปดูถูกเค้า เอ็งว่าแม่ควรจะทำยังไงดี “
สมพบ คิดอยู่นานสองนาน พลางนั่งเทะหัวปลาจาระเม็ดไปด้วยแก้เหงา และให้เลือดวิ่งขึ้นไปเลี้ยงสมองมากขึ้น
” ผมรุ้แล้วแม่!!! “
แม่ศรีนวลดีใจที่ลูกชายพบหนทางแก้ไขสำหรับปัญหาของแก
” ถ้าแม่ยังไม่รุ้ว่าจะรับ หรือ ไม่รับ แม่ก็ไปอยุ่ป่า ล่าสัตว์ แล้วก็กินรากไม้ไง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ “
สมพบปล่อยมุขใส่แม่ตัวเอง เขาคิดว่ามันตลกที่สุดในโลก เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วพื้นนา
แม้แต่ควายก็ยังสะดุ้ง
แม่ศรีนวลนิ่งเงียบ ลุกขึ้นมาจากชานไม้ แล้วเดินเข้าครัวเป็นรอบที่ห้า
แกจะไปเอาสากมาตีหัวลูกชายแก
น่าเสียดายนะครับ ตอนนี้มีของเล่นใหม่ๆสำหรับใช้ติดตั๊งเป็น Widget ในบล๊อกตั้งหลายอย่าง อันล่าสุดที่ผมเพิ่งยัดใส่ลงไปเป็นเพลงประกอบแบบเลือกได้ เก๋ไก๋ดีทีเดียว
เกิดนึกอยากให้มี Widget ที่มันส่งกลิ่นออกมาได้บ้าง คนที่เข้ามาอ่านจะได้รู้ว่ามะลิเป็นพวงๆมันหอมขนาดไหน
หอมเข้าไปถึงหัวใจเลยทีเดียว
วันนี้เป็นวันเดียวในรอบปีที่ต้องเดินออกไปซื้อมะลิพวงตอนเย็นๆ ก่อนออกไปแม่ก็จะถามทุกทีว่า ผมจะไปไหน เราก็จะตอบไปเรื่อยเปื่อย ไปซื้อกาแฟบ้าง ไปหาเพื่อนบ้าง แล้วก็จะมีมะลิติดมือกับมาที่บ้านทุกที กลับมาก็เอาใส่เข้าไปในตู้เย็น เพราะมะลิถ้าเย็นๆจะหอมมาก หอมแบบเย็นๆชื่นใจ หอมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แม่รู้ทุกครั้งว่ายังไงก็จะมีดอกไม้แปลกปลอมเข้ามาแอบเป็นสมาชิกใหม่ในตู้เย็น ของทุกวันที่ 12 สิงหาคม แต่แกก็ทำเป็นไม่รุ้เรื่องทุกทีไป ถามทั้งๆที่รู้ว่าผมจะออกไปซื้อมะลิมาไหว้ ถามว่าซื้ออะไรกลับมาจากตลาดทั้งๆที่รุ้อยุ่เต็มอก พอผมเดินลับตาขึ้นห้องไปด้านบนแกก็จะไปแอบเปิดดูว่ามันซ่อนอยุ่ตรงไหน
เป็นแบบนี้ทุกปี
รู้ทั้งรู้
แต่ทำเป็นไม่รู้
อบอุ่นดีนะครับ คนเรานี่
เมื่อประมาณกลางๆเดือนได้ไปฟังสัมนาเรื่องแนวความคิดแบบลัทธิชาตินิยมที่มหาลัยศิลปากร เพิ่งรุ้เอาเดี๋ยวนี้เองว่าในสังคมสมัยก่อนการที่เราจะประกาศเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมินั้นต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยุ่สองอย่าง หนึ่งคือ ภาษาที่พูดต้องเป็นภาษาไทย สองคือ ต้องเทิดทูนพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรูปหน้าค่าตาแต่อย่างใด
ดังนั้นฝรั่งหัวเหลืองที่พูดภาษาไทยได้คล่องปร๋ออย่างคุณแอนดรู แล้วใส่เสื้อสีเหลืองทุกวันจันทร์ก็ถือว่าเป็นคนไทยกะเค้าได้เหมือนกัน
จากยุคเริ่มแรกก็มีการพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมา สิ่งที่เทิดทูนจากสถาบันกษัตริย์ก็กลายเป็นรัฐธรรมนูณ กลายเป็นทหาร กลายเป็นท่านผู้นำ สลับเปลี่ยนกันไปมาเหมือนละครสามรสทางช่องเจ็ดสี จวบจนปัจจุบันทีมีพวกนีโอชาตินิยมเข้ามาเจริญเติบโตในบ้านเมืองเรา สมรภูมิรบที่เคยนองไปด้วยเลือดก็เปลี่ยนเป็นสมรภูมิทางเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการทำสงครามแทน
จนคนไทยไม่รุ้จะเอาเลือดไปไว้ที่ไหน?
ฟังจบแล้วก็นั่งถามตัวเองอยู่หลายรอบ ว่าเราเป็นคนไทยเพราะเราเป็นคนไทย หรือมีคนมาบอกว่าคุณนะเป็นคนไทย แต่คำถามนั้นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า
” เราจะมีชาติไปทำไมกัน “
ชาติขโมยเงินเราไป แล้วเรียกซะใหม่ว่า ” ภาษี ” เพื่อให้การขูดรีดฟังดูเป็นทางการและน่าเชื่อถือมากขึ้น ชาติทำให้เกิดการเหยียดหยามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ชาติทำให้เกิดศาสนาและอุดมการ์ณประปลาดๆที่แตกต่างกัน ชาติทำให้มนุษย์ฆ่ามนุษย์อีกคนนึงได้อย่างไร้ปราณี ชาติทำให้เกิดผู้ที่สูงกว่าและผู้ที่อยุ่ต่ำกว่า และท้ายที่สุดแล้วนั้น คำว่าประเทศชาติก็ทำให้เกิด ” สงคราม “ ทหารในโลกนี้ตายไปแล้วกี่คนเพียงเพื่อปกป้อง ” นามสมมติ ” ที่คุณกับผมได้ยินแล้วก็แค่ยักไหล่ทีสองที
บางคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะหงุดหงิดว่าทำไมผมรุนแรงนัก หรือทำไม่จุ่ๆผมก็ไม่อยากจะมีประเทศอยู่ขึ้นมา แล้วคุณก็อาจจะเริ่มคิดว่าบางทีการอ่านอะไรก็ตามที่ผมเขียนอาจจะกลายเป็นความผิดขั้นร้ายแรงในอนาคตก็เป็นได้
อย่าคิดมากครับ ผมเริ่มแน่ใจมากขึ้นกว่าเดิมหลังจากที่ได้ดูหนังที่ชื่อ Hotel Rwanda ที่เพื่อนที่น่ารักของผมคนนึงให้ยืมดีวีดีมาแบบไม่มีกำหนดเวลาคืน
หนังเรื่องนี้ไม่ซับซ้อน รวมๆเป็นเรื่องราวการหนีตายจากสภาวะสงครามของผู้จัดการโรงแรมที่น่าสงสาร ซึ่งเรื่องราวมีพื้นหลังเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งของประเทศในแถบอาฟริกา ระหว่างชนชาติสองเผ่าที่มีแค่ชื่อ ” เผ่า ” เท่านั้นที่เป็นตัวบ่งบอกความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนทั้งสอง ซึ่งที่น่าขันมากที่สุดคือ ชื่อเผ่านี้โดนตั้งขึ้นมาโดยชาวเบลเยี่ยมที่เคยเข้ามายึดครองเมืองนี้เป็นอณานิคมมาก่อน พวกเขายกย่องอีกเผ่าหนึ่งเป็นผู้นำ โดยให้อีกเผ่าหนึ่งทำงานเป็นแรงงานชั้นกรรมกรแทน
เวลาผ่านไปนานเท่านานจนระบบอณานิคมหมดไปจากอาฟริกา พวกชนเผ่าที่เคยทำงานเป็นชนชั้นกรรมกรนั้นโกรธแค้นมากที่อยุ่ในสภาวะกดดัน และทารุณตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เผ่ากรรมกรเลยคิดว่าน่าจะเป็นการดีที่จะเริ่มสั่งซื้อมีดราคาถูกจากจีนมา สะสมเสบียงอาหาร และอาวุธปืน เพื่อเอามากักตุนเผื่อไว้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอีกฝ่ายนึงในภายภาคหน้า
แล้วเค้าก็เริ่มฆ่ากัน เพราะมีชื่อเผ่าคนละชื่อ แม้จะอยุ่ชาติเดียวกัน กินข้าวแบบเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน หน้าตาก็ยังเหมือนๆกัน แล้วแถมยังยืนอยู่ใต้ดวงอาธิตย์ดวงเดียวกันก็ตาม
เหมือนบ้านผมอยุ่แถวเกษตร แล้วคุณอยู่แถวรังสิต ถ้าผมเจอคุณ ผมจะฆ่าคุณให้ตายตกไปตามกัน
เหมือนตอนนี้ที่ภาคใต้ระอุเดือดเป็นเพลิงกาล เพราะศาสนาที่บิดเบือนและอุดมการ์ณผิดๆที่ทำให้คนชาติเดียวกัน เหมือนอยู่กันคนละชาติภพก็ไม่ปาน
ความเป็นชาตินิยมไร้ประโยชน์สิ้นดี
เพราะถึงมีหรือไม่มี คนเราก็หาเหตุผลดีๆมาฆ่ากันได้เรื่อยๆละครับ
เมื่อวานกินข้าวเย็นเป็นไข่ลูกเขยกับแกงจืดแตงกวายัดไส้ ระหว่างที่กินอยู่ก็มีภาพในสมัยที่ยังเป็นเด็กนักเรียนโผล่พรวดพราดขึ้นมาแบบไม่ได้รับเชิญ
ชีวิตการเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง จวบจนถึงมัธยมปลายผูกเอาชีวิตของเด็กนักเรียนตาดำๆกับถาดหลุมเกือบจะเรียกได้ว่าเข้าขั้นญาติสนิท ถึงแม้จะมีบางปีที่มีการเปลี่ยนระบบจากการรับอาหารที่ทางโรงเรียนจัดเอาไว้ ให้เป็นการซืื้อกินตามโรงอาหารก็ตามที แต่ก็พูดได้เต็มปากว่าผมเติบใหญ่มาได้สิบสองปีก็เพราะอาหารที่นั่งหงอยเหงาอยู่ในหลุมต่างๆ
ถาดหลุมที่ทางโรงเรียนใช้เป็นถาดสังกะสีกลมๆ ประกอบด้วยหลุมทั้งหมดหกหลุมด้วยกัน หลุมกลมๆใหญ่ที่สุดหนึ่งหลุม ส่วนมากเอาไว้ใส่ข้าวสวยหรืออาหารจำพวกข้าวจานเดียว ขนาบข้างด้วยหลุมทรงกลมเล็กๆอีกสองหลุมที่เอาไว้ใส่ของเหลวจำพวกน้ำจิ้ม ถัดจากหลุมเล็กๆสองหลุมนั้นไปก็เป็นหลุมทรงกลมขนาดกลางอีกสองหลุม ส่วนมากเอาไว้ใส่กับข้าวแห้งๆกับของหวาน ส่วนหลุมสุดท้ายอยุ่ตรงข้ามกับวงกลมอันใหญ่ที่สุดพอดี มีหลุมเดียวเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูฐานโค้ง เอาไว้ใส่กับข้าวจำพวกแกงจืดเป็นส่วนมาก
พักเที่ยงพอดี ออดจะส่งเสียงเตือนก่อนสิบห้านาทีทุกวัน จิตใจผมมักไม่อยู่กับเนื้อหาที่อาจารย์สอนเท่าไรนัก เพราะมัวแต่นั่งเดากลิ่นอาหารว่ากลางวันนี้จะได้กินอะไรกันแน่ แล้วหลังกินข้าวจะไปเล่นที่ไหนดี จวบจนจะสอบเอ็นทร๊านซ์ก็ยังแก้นิสัยสติแตกช่วงสิบห้านาทีก่อนเที่ยงไม่หาย
แต่ช่วงปีหลังๆทางโรงเรียนจะเปลี่ยนจากเสียงออดมาเป็นเสียงเพลงประหลาดๆแทน ซึ่งฟังแล้วทุเรศกว่าเสียงออดแบบธรรมดามากมายนัก พอออดตีพักเที่ยง นักเรียนจะเดินเตาะเตะลงมาเข้าแถวต่อคิวกันยาวเหยียดตามระเบียง ถ้าห้องไหนเลิกก่อนก็ได้เปรียบ เพราะอาหารที่ได้จะดูดีกว่าคนที่มาหลังๆ ทั้งในเรื่องของปริมาณ คุณภาพ และรูปร่างหน้าตา
ถาดสังกะสีจะถูกวางซ้อนกันเอาไว้อยุ่ที่โต๊ะไม้ ถ้าวันไหนปริมาณถาดถูกวางซ้อนกันเยอะเกินไปมันจะดูเหมือนหอคอยสีเงินโค้งๆ เปราะบาง และพร้อมจะถล่มลงมาเมื่อไรก็ได้ เพื่อนๆจะหยิบถาดมาคนละใบ ผมยังจำเสียงก๊อกแก๊กของถาดที่กระทบกันได้แม่นเหมาะ นักเรียนบางคนเดินแล้วแกว่งเอาถาดมาชนกันบ้าง เอาถาดไปเคาะกับเสาปูนอาคารบ้าง บางคนเอาช้อนมาเคาะกับถาดให้เป็นจังหวะแปลกๆ เผื่อจะได้เอาไปใช้ในงานแสดงดนตรีบนเวที ตอนงานประจำปีของโรงเรียน หรือบางคนก็เอาฟันกัดถาดแก้หิวเล่นๆ หรือจะอะไรก็แล้วแต่
เสียงเหล่านั้นก็ยังเข้ามารบกวนความทรงจำผมอยู่เป็นระยะ
นักเรียนจะเดินตามแถวไปอย่างเป็นระเบียบเพื่อรับอาหารที่พี่เลี้ยงในชุดสีเขียวคอยบริการให้อย่างขะมักขะเม้น ถาดหลุมแรกจะถูกเติมเต็มก่อนด้วยข้าวสวยที่เย็นชืด แล้วเดินไปรับกับข้าวพวก หน่อไม้ผัด ไข่ลูกเขย หรือ ผัดผักอะไรซักอย่างที่ผมไม่เคยกินหมดซักที ที่ถูกหย่อนลงในถาดหลุมขนาดกลางที่ด้านหนึ่ง อาหารจำพวกแกงจืดเต้าหู้ ไข่พะโล้ หรือแกงเขียวหวาน ที่หลุมสี่เหลี่ยมคางหมูฐานโค้งที่ด้านบน แล้วจบด้วยขนมหวานที่ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ไม่กี่แบบ ที่หลุมขนาดกลางฝั่งถัดมา
ผมไม่เคยชอบอาหารเซ็ตเหล่านี้ เพราะเวลาเดินเอากลับไปนั่งกินที่โต๊ะ ซึ่งบางทีอยุ่ห่างจากจุดรับอาหารเอามากๆ อาหารที่ประจำอยุ่ในหลุมต่างๆจะไหลแหกคอกมารวมกันที่จุดเดียวทำให้ดูไม่น่าเชยชมเท่าไรนัก ใครจะไปอยากกินขนมหวานใส่น้ำแข็งป่นพูนๆ ที่มีแกงเขียวหวานไปผสมอยู่เสียครึ่งนึงซะละครับ
ดังนั้นอาหารเซ็ตวิเศษที่ผมรอคอยการกลับมาของพวกเค้าเสมอๆคือ ส้มตำไข่เค็ม ที่หลุมใหญ่รูปสี่เหลี่ยมคางหมู กับข้าวเหนียวร้อนๆที่หลุมกลม และน่องไก่ทอดขนาดเล็กที่หลุมขนาดกลาง หรือ มักกะโรนี ผัดไท ที่หลุมกลมขนาดใหญ่ กับ เฉ๊าก๊วยที่สามารถขอให้พี่คนงานตักใส่ในหลุมทุกหลุมที่ว่างอยุ่ได้สบายๆ (เนื่องจากอาหารจานเดียวส่วนใหญ่ก็ใช้หลุมใส่อาหารคาวเพียงแค่หลุมเดียว ทำให้หลุมที่เหลือเกิดอาการน้อยใจไปตามๆกัน)
ทางโรงเรียนอยากฝึกให้พวกผมเป็นเด็กเรียบร้อย กินเสร็จก็เดินไปเก็บถาดหลุมในที่ทางที่โรงเรียนจัดเอาไว้ให้หลังโรงอาหาร เรียกว่าเป็นการทำความสะอาดที่เอ็ดตะโร มะเทิ่ง และโวยวายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะถ้าจะให้สะอาดจริงๆก็ต้องเอาถาดลงไปเคาะกับถังพลาสติกที่ใส่เศษอาหารแรงๆ แล้วเอามือกำช้อนโยนลงไปในถังที่ทำด้วยเหล็กให้เสียงดังโครมคราม แล้วจึงค่อยเอาถาดซ้อนถาดเพื่อนๆที่กินกันเสร็จก่อนหน้านี้ ก็เป็นอันเสร็จพิธี
คนเดียวก็พอทำเนา แต่พอมันมากกว่าสิบคนขึ้นไปก็ชักจะสื่อสารกันลำบาก ผมเคยพยายามเก็บถาดด้วยเสียงที่เบากริบที่สุด ตามนโยบายรณรงค์ ที่ช่วงนึงอาจารย์กำชับนักหนาว่าเราไม่ใช่คนป่าเถื่อน ทำอะไรก็ควรจะให้สุภาพเรียบร้อยสวยงาม แต่ลองแล้วก็ไม่สนุกเท่าเคาะมันแรงๆ โยนช้อนให้มันกระแทกกันดังๆ หรือเอาถาดฟาดลงให้มันลั่นเปรี๊ยงปร๊าง
พอทำไปซักสี่ซ้าห้าปี แต่ละคนก็จะสามารถสร้างจังหวะเฉพาะเป็นของตัวเองได้
“ปุ๊งๆๆ…….เคร๊ง เคร๊งๆ(ผมโยนเครื่องมือการกินลงไปอย่างละที ผมว่ามันเท่ห์ไม่เบา)…..ผ่่างงงงง”
นั่นเป็นจังหวะส่วนตัวของผม
คุณเคยกินอาหารในถาดหลุมตอนเป็นเด็กมั๊ยครับ
ถ้าเคย คุณยังจำจังหวะเคาะถาดของคุณได้อยุ่หรือเปล่า?
ผมยืมหนังสือหนึ่งในเจ็ดเล่มของมูราคามิมาอ่านจนได้ หลังจากเข้าไปอ่านบล๊อกของคุณหมอตั๊ม ที่เขียนเกี่ยวกับหนังสือที่ชื่อว่า Pinball, 1973 หมอให้คำอธิบายงานเขียนของ มูราคามิ ได้อย่างกระชับจับจุดว่า ” เพี๊ยน “ แต่ ” เจ๋ง “
หนังสือที่ผมอ่านชื่อว่า ” Sputnik Sweetheart “
ที่หน้าแรกๆของเล่มมีเขียนเล่าเกี่ยวกับประวัติของยานอวกาศรัสเซียเล็กน้อย มีหนึ่งย่อหน้าที่ คุณ นพดล เวชสวัสดิ์ แปลเอาไว้ได้น่าสนใจ
” วันที่ 3 พฤศจิกายน สปุตนิก ขึ้นสู่วงทางโคจรรอบโลก คราวนี้มี ไลก้า, เยอรมันเชฟเพริ์ด อยู่ในยาน ไลก้าเป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่เดินทางหลุดพ้นชั้นบรรยากาศรอบโลก ดาวเทียมดวงนี้ ไม่ได้กลับสู่พื้นโลก ไลก้าโคจรรอบโลกชั่วนิรันดร์ เซ่นสังเวยการศึกษาวิจัยชีววิทยาในอวกาศ ”
ผมว่าไลก้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหงาที่สุดในเวลานั้นด้วยเช่นกัน เพราะภายนอกยานมีแต่ความมืดบนความว่างเปล่าที่ไม่รู้จุดจบ ไลก้าจะสำเหนียกบ้างหรือไม่ว่ามันไม่สามารถกลับบ้านได้อีกต่อไป คำว่า ” นิรันด์ ” อาจจะฟังดูทารุณเกินไปสำหรับสัตว์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ หรือแม้แต่กระป๋องปลาซาร์ดีนบุบๆบี๊ๆก็ตามที
เรื่องราวหลักของหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงตัวละครหลักสามคน สุมิเระ มิว และ ตัวของมูราคามิเอง(ผมเชื่ออย่างนั้น เนื่องจากนายคนนี้ใช้คำแทนตัวว่า ” ผม ” ตลอดเวลา) และการเดินทางของจิตวิญญาณที่ซับซ้อน มูราคามินำเสนอผ่านสื่อที่เค้าเรียกว่า โลกคู่ขนานสองโลก ไร้ตัวตนในความเป็นจริง แต่ก็สามารถสัมผัสได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนในงานเขียนของเขา
เนื้อเรื่องทั้งหมดแทบจะไม่มีจะอะไรซับซ้อน แนะนำให้ไปหาอ่านเองจะดีที่สุด
ผมจะขอยกความดีความชอบให้ คุณ นพดล อีกครั้งหนึ่ง เพราะแปลเป็นภาษาแม่ได้เด็ดขาดเกินบรรยาย จะขอยกตัวอย่างให้ยลกันเล็กน้อย
” ไม่มีมนุษย์คนไหนเดินทางผ่านชีวิตไปได้โดยไม่เคยลิ้มลองประสบการณ์โดดเดี่ยว อาจถึงขั้นเดียวดายเบื่อเหงาในป่ารกร้าง เขาจะพบว่า ต้องพึ่งพาตนเองเพียงสถานเดียว ห้วงเวลาเช่นนั้นจะสอนให้เค้ารู้จักพลังที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัว “
” เชือดคอหมา เอาเลือดราดนิยาย? “” ฉันไม่ฆ่าสัตว์หากเลี่ยงได้ “” เป็นแต่เพียงอุปมา “” นักเขียนไม่ต้องลงมือฆ่าสัตว์ “
” พวกเราเหล่าผู้นิยมเพศตรงข้ามมีศัพท์บัญญัติ เราจะพูดกันว่ารู้สึกอยากจนลึงค์แข็ง ” (ผมเข้าใจว่าผู้เขียนพยายามจะบอกรักคนอ่าน ซึ่งไม่ค่อยจะเวิร์คเท่าไรนัก)
” เคยเห็นคนโดนยิงที่ไร้เลือดหลั่งหรือไม่ “
” ฉันอยากร่วมรักกับมิว อยากให้เธอกอดไว้ในอ้อมแขน ฉันยอมสละทิ้งสิ่งสำคัญในชีวิตไปหลายอย่าง ไม่มีอะไรจะสละได้อีกแล้ว ยังไม่สายเกินไป ฉันจะต้องร่วมรักกับมิว มุดเข้าไปในตัวเธอ เธอมุดเข้ามาในตัวฉัน เหมือนงูหิวโซสองตัวกลืนกินกันและกัน “
” เป็นไปได้หรือไม่ว่าโลกถูกส่งให้มาลอยดวงกลางอวกาศที่เวิ้งว้าง เพียงเพื่อให้เป็นที่พำนักของคนเหงา? “
นอกเหนือจากประโยคไม้ตายที่โดนนำเสนอผ่านการสนทนาสุดเพี๊ยนของตัวละครตลอดทั้งเรื่องแล้ว มูราคามิยังสามารถนำเสนอแง่มุมของความเหงาให้แก่ตัวละครอย่างถึงแก่นอีกด้วย ตัวละครในนิยายเล่มนี้ทุกคนมีความเหงาเป็นสื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ถึงกันอยู่ในโลกที่แท้จริง ขนานไปกับโลกของกิเลสตัณหาซึ่งถูกเปรียบเทียบเอาไว้เป็น ” โลกคู่ขนาน ” ที่ไร้ตัวตน
แค่นี้ก็คงจะเพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือที่ทำให้คุณเกาหัวแกรกกราก
ไปหามาอ่านดูแล้วกันนะครับ
ช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษในโรงเรียนสถาปัตยกรรมแห่งหนึ่งในลอนดอน ผมได้พบปะกับผู้คนในวิชาชีพหลายคนซึ่งเป็นการเปิดโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความคิด และการโต้เถียงที่รุนแรง หากแต่มีมนุษย์อยู่คนนึงที่ตัวผมเองไม่เคยเถียง ไม่คิดจะเถียง และไม่รู้จะเอาอะไรไปเถียงแก เพราะถ้าทำไปก็คงเป็นเหตุผลไร้สาระข้างๆคูๆ เหมือนตักน้ำเติมเขื่อนให้เต็มด้วยกีบม้าก็ไม่ปาน
คนๆนั้นเป็นอาจารย์ที่เป็นคนสอนปริญญาโทผมเอง
แกชื่อ ไมเคิล ไวน์สต๊อก
ดูจากภายนอก ไมค์ เป็นชายแก่ที่หัวขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยปรุประและแผลเป็นประปราย เขามักจะใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาวกับกางเกงผ้าสีดำตัวโคร่งๆ และใส่รองเท้าแตะขัดหนังสีดำ จิบกาแฟในถ้วยกระดาษสีขาวอยู่ที่บาร์ในมหาลัย ถ้ามองผ่านๆก็เหมือนมีนกกระจอกเทศสีขาวตัวโตๆยืนเก๊ๆกังๆ และกำลังคุยกับคนรอบข้างอย่างเป็นมิตร ตาสีฟ้าของเขามักเป็นประกายเมื่อพูดถึงสิ่งที่แกสนใจและทุ่มเทให้มากที่สุดในโลก ซึ่งนั่นคืองานสถาปัตยกรรม
แถมไมค์ยังมีอารมณ์ขันที่ร้ายกาจ ผมเคยถามไมค์ครั้งนึงในปลายฤดูหนาวว่า
” เฮ้ คุณตัดผมเหรอนั่น? / Hey Did you cut your hair? ”
” ออ ไม่หรอกมันหลุดออกไปเอง ขอบคุณมากที่ถาม / No, it’s just fell off, Thanks for asking “
หลังจากนั้นผมก็ไม่ค่อยได้คุยเล่นกับไมค์บ่อยนัก (เรื่องการถามคำถามที่รู้ๆกันอยู่เป็นนิสัยส่วนตัวของผมที่แก้ลำบาก เช่นป้าแถวบ้านกำลังซักผ้า ผมก็จะถามแกว่าทำอะไรอยู่ เราจะมาพูดเรื่องนี้กันในคราวหลัง)
ไมค์ เกิดที่เยอรมันนีและมาเติบโตในโรงเรียนนานาชาติ ที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงอายุ 18 ปี เขาอ่านหนังสือเล่มนึงที่ชื่อ Conrad แล้วก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปทำงานอยุ่ที่อู่ต่อเรือริมทะเล เขาเริ่มสนใจงานสถาปัตยกรรมหลังจากนั้นนานมาก แต่พื้นฐานที่อู่ต่อเรือสอนให้ ไมค์เข้าใจในสัดส่วน วิธีการเขียนแบบ และวิธีการก่อสร้างที่ซับซ้อน
แนวคิดทางสถาปัตยกรรมของไมค์นั้นไม่ธรรมดา เค้ารู้สึกเสมอว่าการสร้างอาคารดีๆซักหลังมีวิธีการมากกว่าการเพ้อเจ้อเรื่องไร้สาระเกี่ยวกับความต่อเนื่องของพื้นที่ กับความซับซ้อนทางความงามที่วัดค่าและหาแก่นสารไม่ได้ ทุกอย่างต้องแจกแจงตรวจสอบ และวัดผลเปรียบเทียบได้เสมอ สถาปัตยกรรมของเขาเป็นวิทยาศาสตร์เต็มตัว ทั้งวิธีการและแนวความคิด ดังนั้นการแทนค่าเชิงเปรียบเทียบ(Metaphorism) สำหรับไมค์เป็นเพียงอาชญากรรมที่ร้ายกาจ
ในวิชาคาบหนึ่งเกี่ยวกับการศึกษาเทคโนโลยีในงานออกแบบ ไมค์บอกกับนักเรียนว่าเค้าสามารถเอาบทความเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมที่มีเขียนเอาไว้มากมายเกลื่อนกลาดในนิตยสาร มาแปะได้เต็มผนังตึกสูงๆได้สบายๆ แต่บทความเหล่านั้นก็ไม่ได้มีสาระอันใดที่สำคัญ (ไมค์เรียกงานพวกนี้เสมอว่า Crap หรือ Bullshit) เพราะสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย คนเขียนสามร้อยคนก็ผลิตงานวิจาร์ณที่แตกต่างกันออกมาสามร้อยแบบ ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามพื้นฐานของความรู้และประสบการ์ณของแต่ละบุคคล หากแต่การศึกษางานสถาปัตยกรรมที่แท้จริง คือการทำความเข้าใจถึงจุดประสงค์ วัสดุ และวิธีการก่อสร้างที่อยู่เบื้องหลังอาคารชิ้นนั้นๆมากกว่า
ช่วงเวลาที่ไมค์เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดคือตอนที่นักศึกษานำเสนองานออกแบบ เขาจะมานั่งลงที่เก้าอี๊พลาสติกสีดำ แล้วเอนหลังเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวสั้นๆเพื่อชี้นำนักศึกษาก่อนที่จะนำเสนองานชิ้นนั้นๆ ไมค์จะฟังที่ทุกสิ่งที่คุณพูดอย่างตั้งใจ และระหว่างนั้นจะเขาเอามือข้างนึกพาดอกเอาไว้เป็นฐานให้มืออีกข้างลูบๆคลำๆเคราสีขาวๆที่ขึ้นบางๆอยู่รอบปาก บางทีก็เอาริมฝีปากซ่อนใต้ฟันและยิงฟันทำท่ากัดกรามเหมือนสิงโตแก่ๆ พอคุณบรรยายงานจบ เขาจะชิงกล่าวก่อนเสมอว่า
” ผมคิดว่าสิ่งที่คุณนำเสนอมานั้นเยี่ยมมาก โดยเฉพะาส่วนที่คุณพูดเกี่ยวกับ…..แต่ / I think what you did is great in that particular section where you talked about….. but!! ”
หลังจาก ” แต่ ” คุณก็เตรียมนิพพานได้เลย
เพราะคุณจะไม่มีวันสมบูรณ์แบบ
ไม่มีทางจริงๆ (ผมเน้นอีกครั้ง)
ช่วงเวลาหนึ่งปีภายใต้การดูแลของไมค์ เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งความคิดและการวางตัว คำว่า ” ทำงาน ” ถูกตีกรอบแยกออกจากคำว่า ” เล่นๆ ” อย่างสิ้นเชิง งานทุกชิ้นล้วนมีจุดหมายที่ชัดเจน มีวิธีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมั่นคง ไมค์เป็นคนที่ผมนับถือทางด้านวิชาการว่า ” เก่ง ” มากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตตอนนี้
ตอนนี้ ไมเคิล ไวน์สต๊อก สอนอยู่อย่างมีความสุขที่ The Architectural Association School of Architecture (AA) ในลอนดอน หรือที่ๆเค้าเรียกว่าบ้านหลังที่สอง
ผมคิดว่าการที่ผมได้เรียนกับเค้าปีนึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญซะทีเดียว
วันนี้ว่างจนสามารถไปเดินดู ” โรงเก็บปลา ” ที่สยามพารากอนได้ ที่ได้มีบุญไปดูเพราะมีโปรโมชั่นพิเศษที่สามารนำบัตร Smart Pass ของ BTS ไปใช้ลดราคาได้ครึ่งนึง จาก 450 ก็เหลือแค่ 225 บาท ผมชอบนึกเอาเสมอว่ายังไงราคาค่าเข้ามันก็แพงเกินไป ถ้าค่าตั๋วเหลือซักสามร้อย หรือสองร้อย เด็กตัวเล็กๆก็น่าจะอมยิ้มกันได้มากขึ้น
การตกแต่งที่นี่ทำสวยมากทีเดียว แถมยังมีปลาดาวให้จับอีกต่างหาก ผมเดินไปจับๆดูปรากฎว่าตัวมันแข็งแป๊กยังกะหินก็ไม่ปาน พี่ที่เป็นพนักงานก็ให้ความรุ้ว่าตัวเค้าประกอบด้วยแคลเซียมกว่าร้อยละ 80 เชียวนะ ถ้าไม่ได้มาสัมผัสก็คงไม่เข้าใจว่ามันตัวแข็งขนาดนี้ เห็นในทีวีก็พาลนึกมาตลอดว่าปลาดาวต้องตัวนุ่มนิ่มเหมือนแมงกระพรุนที่เราลวกกินตาม เอ็ม เค
เดินไปตามแท๊งค์ต่างๆก็นึกถึงสารคดีที่เพิ่งได้ดูมา จะมีกี่คนที่รู้ว่าปลานั้นเป็นบรรพบรุษของมนุษย์ก่อนวิวัฒนาการตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานเอาไว้ ความอาจหาญของปลาตัวแรกๆที่เดินเตาะแตะขึ้นมาจากทะเลเพื่อขึ้นมาอาศัยอยุ่บนบกก็ยังมีหลักฐานที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามป่าชายเลน การแก้ปัญหาแรกๆของปลาคือต้องหาทางเคลื่อนที่บนบกให้ได้ เนื่องจากถ้าปราศจากการเคลื่อนที่บนบก ก็ไม่อาจจะออกล่าอาหารแล้วใช้ชีวิตอยุ่บนบกได้ และพวกมันคงจะต้องสูญพันธ์ไปในที่สุด
อวัยวะใหม่ๆที่ปลาพัฒนาขึ้นมาใช้ในช่วงแรกๆคือ ” ตีน ” เหมือนปลาตีนที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามป่าชายเลยนั่นเอง บางตัวก็เอาตีนหดเข้าไปแล้วหันมาเลื๊อยกลายเป็นงูแทน พวกปลาที่มีตีนงอกออกมาก็ยังคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในน้ำอยุ่ โดยการเริ่มใช้ชีวิตในช่วงแรกเป็นตัวอ่อนในน้ำ แล้วค่อยขึ้นมาหาอาหารบนบกตอนโต แล้วก็กลับไปลงน้ำได้เป็นครั้งคราว เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เหมือนอย่างกบเขียดที่เราพบเห็นได้ทั่วไป
ต่อมาพวกกบเขียดมีปัญหามากในการกักเก็บความชิ้นในตัว พวกครึ่งบกครึ่งน้ำบางกลุ่มเลยหันมาพัฒนาชุดเกราะเพื่อใช้ในการป้องกันร่างกาย และกักเก็บอุณหภูมิในตัวจนกลายเป็นสัตว์เลื้อยคลานจำพวกกิ๊งก่าที่เราเห็นกันทุกวันนี้
กิ๊งก่ามีมากขึ้นทุกที บางตัวก็เพิ่มขนาดใหญ่มากจนกลายเป็นไดโนเสาร์ เดินยุ่มย่ามกันให้วุ่นไปหมด พวกกิ๊งก่าหัวใหม่เลยมีความคิดที่ว่าถ้าตัวเองบินได้ก็จะดีมาก เพราะพื้นที่บนน่านฟ้ายังไม่มีใครถือสิทธิเป็นเจ้าของ ” นก “ เลยถือกำเนิดขึ้นมาจากการพัฒนาเกล็ดแข็งๆให้เบาขึ้น และ ชิ้นส่วนที่เป็นแขนก็ยืดยาวออกมาเพื่อให้ตอบรับกับการกางปีกเพื่อโบยบินบนท้องฟ้า
พวกสัตว์เลื้อยคลานที่มีเกล็ดแข็งอีกพวกต้องมีเหตุให้พบเจอกับสภาวะอากาศแบบสุดขั๊วหลังจากที่มีชิ้นส่วนจากอวกาศเข้ามาถล่มโลก ก่อให้เกิดฤดูกาลที่มีอากาศวิปริตแปรปรวนและยาวนานกว่าปกติ ทำให้พวกนี้ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิด้วยเกล็ดได้อีกต่อไป มันเลยต้องพัฒนาเกล็ดให้กลายมาเป็น ขน และกลายเป็นสัตว์เลี๊ยงลูกด้วยนมอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้
สัตว์เลี๊ยงลูกด้วยนมจำพวกนึงหากินบนต้นไม้ การใช้ชีวิตอยุ่บนต้นไม้ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางอวัยวะที่สำคัญสองอย่าง นั่นคือตาที่จ้องตรงไปข้างหน้า และมือที่มีนิ้วยาว ทั้งสองสิ่งมีเอาไว้เพื่อการเคลื่อนที่ที่แม่นยำ จากต้นไม้ต้นหนึ่งไปสุ่อีกต้นหนึ่ง ถ้าปราศจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสองสิ่งนี้ เผ่าพันธ์สัตว์มีขนบนต้นไม้คงต้องหายไปจากโลกนี้นานแล้ว
ซึ่งพวกมันก็คือ ” ลิง “
ลิงในแถบแอฟริกาก่อนยุคบรรพกาลนั้นมีการใช้ชีวิตที่แปลกแยกจากลิงโดยทั่วไป เนื่องจากที่ประเทศแถบอาฟริกามีต้นไม้น้อย แต่อาหารส่วนใหญ่นั้นไปกระจุกตัวกันอยู่ที่ทุ่งราบเสียส่วนใหญ่ ลิงบางกลุ่มเลยเริ่มลงจากต้นไม้เป็นครั้งคราวเพื่อไปหาเศษอาหารที่เหลือทิ้งจากสิงโต หรือหญ้าที่ขึ้นอย่างอุดมสมบูรณ์ในทุ่งราบ
จากครั้งคราวก็เริ่มเป็นพฤติกรรมที่ถาวร จนกลายเป็นสิ่งจำเป็นว่าต้องทิ้งต้นไม้และขยายขนาดของเผ่าพันธุ์เพื่อไปใช้ชีวิตอยุ่บนทุ่งราบ การใช้ชีวิตอยุ่บนทุ่งราบเปี่ยมไปด้วยอันตราย เพราะมักจะมีนักล่าคอยซุ่มโจมตีพวกลิงกลุ่มนี้เสมอ การพัฒนาที่สำคัญมากคือการหาวิธีให้มองเห็นภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาก่อนที่จะสายเกินไป
ลิงพวกนี้เริ่มยืนด้วยสองขา เพื่อเพิ่มขอบเขตของการมองเห็นอันตราย
พวกลิงปัญญาอ่อนที่เดินสี่ขางกๆก็โดนนักล่าทั้งหลายแดกตายห่าสูญพันธ์ไปตามๆกัน พวกลิงที่สามารถยืนสองขาได้ก็เริ่มวิวัฒนาการมาเป็นการทรงต้วด้วยขาสองข้างแบบถาวร พวกลิงนี้ขยายขนาดขึ้นไปอีกหลายเท่า
มนุษย์ยุคเริ่มแรกก็ถือกำเนิดขึ้นมา เรียกว่า โฮโมอีเร็คตัส หรือ มนุษย์ที่ยืนหลังตรงด้วยขาสองข้าง
เนื่องด้วยขนาดสมองที่ใหญ่ขึ้นมนุษย์แรกเริ่มพวกนี้เริ่มรุ้จักการสื่อสารเป็นทีม เพื่อใช้ในการล่าสัตว์ และการอยุ่ร่วมกันอย่างเป็นสังคม อาหารหลักของพวกมนุษย์เปลี่ยนจากการกินพืชมาเป็นการกินเนื้อแทน สัตว์จำพวกกินเนื้ออย่างสิงโตสามารถอยุ่ได้โดยไม่ต้องกินอะไรเลยถึงสามวัน ส่วนพวกม้าลายหรือสัตว์กินพืชอื่นๆต้องใช้เวลาทั้งวันเพื่อเละเล็มหญ้ากักตุนอาหาร มนุษย์แรกเริ่มจึงมีเวลาว่างจากการหาอาหารมาทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย
เช่นการวาดรูปบนผนังถ้ำ การคันพบไฟ การสร้างเครื่องมือ และการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆรอบตัว
แล้วมนุษย์ชั้นสูงก็วิวัฒนาการขึ้นอย่างรวดเร็ว โฮโมซาเปี๊ยน หรือ มนุษย์อันชาญฉลาด ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนผิวโลก คนพวกนี้มีขนาดสมองที่ใหญ่มาก พวกเค้าเริ่มค้นพบวิธีการปลูกพืชและการทำปศุสัตว์ทำให้วิถีชีวิตที่ต้องย้ายไปย้ายมาตามถ้ำนั้นหายไป คนพวกนี้เริ่มลงหลักปักฐาน และเริ่มสร้างสังคมเมืองขนาดใหญ่ งานสถาปัตยกรรม งานศิลปะ และ ศาสนา ก็ทยอยกันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อด้วยการบันทึกองค์ความรุ้ต่างๆลงบนก้อนดินอบ หรือกระดาษเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรุ้และพัฒนาวิทยาการเหล่านั้นให้้สูงขึ้นไป
เรื่องต่อจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์ที่คุณกับผมนั้นรุ้ดี สงคราม การแก่งแย่ง และโศกขนาษฐกรรม
จะคุณหรือผมก็เกิดมาจากปลาฝูงเดียวกันทั้งนั้นละครับ
อาม่าเคยด่าผมบ่อยๆเวลาแกทำปลากระพงนึ่งมะนาวมาให้กิน แกบอกว่าเราควรจะเคารพของกิน อย่าไปทำแล่นๆเขี่ยซ้ายเขี่ยขวา หรือเอาเนื้อปลาไปหย่อนเล่นในแก้วน้ำ แกบอกมันเป็นบาป แต่ก่อนผมก็ไม่เคยเข้าใจความหมายที่อาม่าบอก เพราะอย่างไรเสียมันก็แค่ปลาตัวนึง
เดี๋ยวนี้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ว่าถ้าไม่มีฝูงปลากล้าหาญที่เบื่อทะเลกลุ่มนั้น ผมคงไม่ได้มานั่งลอยชายอยุ่ตรงนี้เป็นแน่ อาจจะมีก้อนอะไรกลมๆมนๆสีเขียวๆขึ้นมาเป็นจักรพรรดิของโลกแทนก็เป็นได้
วันหลังก่อนจะกินปลาก็ไหว้เค้าซักทีแล้วกันนะครับ
เมื่ออาธิตย์ก่อนไปหารุ่นพี่ที่นับถือที่มหาลัยเก่าแก่ที่รัก เนื่องจากฝากฝังให้แกไปเอาใบประกาศเกียรติคุณ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าผมได้จบการศึกษามาจากโรงเรียนที่ผมได้ใช้ชีวิตในช่วงปลายปีที่ผ่านมากลับมาให้
มารอเท่าไรก็ไม่เจอแก โทรไปก็ไม่ยอมรับ เลยเดินเล่นไปรอบๆมหาลัยแก้เบื่อ ซึ่งจุดหมายที่เหมาะแก่การฆ่าเวลาอย่างมากคือ หอศิลป์ ซึ่งมักจะมีอะไรมาให้ดูอยุ่ตลอดเวลา ดีบ้างไม่ดีบ้างแล้วแต่คนจัดนิทรรศการและขีดความรุ้ความสามารถของคนชม
วันนั้นมีงานนิทรรศการเชิดชูเกียรติ เนื่องในโอกาสเกษียรอายุราชการ ของข้าราชการท่านนึง ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนวิชามัณฑณศิลป์ไทยพวกผมมาตั้งแต่ปีแรกๆที่เข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร จนเป็นคณะกรรมการตรวจศิลปนิพนธ์ตอนปีสุดท้าย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พยูร โมสิกรัตน์
ตอนแรกที่เข้ามาในคณะมัณฑณศิลป์ ใครๆก็รู้ว่าท่านจบจากจิตกรรมมา ตัวผมเองก็มีความสังสัยอยุ่มากว่าไฉนเลยท่านถึงไม่สอนอยุ่ที่คณะจิตกรรม ทำไมต้องมาอยุ่ที่คณะตกแต่งภายใน แต่มารู้ตอนหลังว่าท่านอาจารย์เป็นผุ้เชี่ยวชาญด้านศิลปไทย ซึ่งเป็นวิชาหลักที่ต้องเรียนเพื่อนักศึกษาจะได้เข้าใจในรากเหง้าของประเทศว่ามีการเจริญเติบโตด้านความงามและการตกแต่งมาอย่างไรบ้าง และจะได้ทำงานออกมาอย่างมีรากฐานเพื่อก้าวไปสุ่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
ถึงเวลาเรียนเราก็จะเห็นชายร่างสันทัดเดินอุ้มไสลด์มาสามสี่ถาด แล้วท่านก็จะบอกให้นึกศึกษาปิดไฟทั้งหมดเพื่อที่จะได้เข้าสู่บทเรียน หลายครั้งมันเป็นการเดินทางสุ่ความฝันที่แสนวิเศษ ทั้งบรรยากาศที่มืดมิด มีเพียงไฟสีฟ้าจางๆของเครื่องฉายเก่าๆ กับเสียงไสลด์ที่กระตุกเปลี่ยนภาพโดยการเคลื่อนไหวของนิ้วมืออาจารย์พยูร
อาจารย์พูดด้วยเสียงอันกระฉับกระเฉงตลอดเวลาที่สอน ทุกภาพคือประสบการ์ณที่ท่านเข้าใจโดยแจ่มแจ้ง มีเหตุผลประกอบที่หนักแน่นมั่นคง อีกทั้งยังสามารถอธิบายความงามออกมาเป็นเงื่อนไขที่สามารถรับฟังได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจง่าย โดยรู้ทั้งรู้ว่ามีนักเรียนแบบผมที่แอบหลับอยู่ด้านหลัง แต่ท่านก็ยังอธิบายต่อไปด้วยความสนใจเต็มเปี่ยม บางทีก็หยุดพักบ้างเพื่อเปลี่ยนไสลด์ถาดใหม่ป้อนเข้าไปในเครื่องฉาย บางทีก็ไล่ให้นักเรียนไปล้างหน้า เพื่อที่จะกลับมาฟังต่ออีกซักรอบสองรอบ
ผมเดินไปที่กลางๆงาน มีงานที่เป็นสื่อผสมที่อาจารย์พยูรทำขึ้นมาเพื่องานนิทรรศการชิ้นนี้โดยเฉพาะ อาจารย์ให้ชื่อว่า ” กว่าจะแจ้ง ” มีอยุ่ประมาณสองสามชิ้นที่ใช้ชื่อเหมือนกันแต่ เป็นคนละเวอร์ชั่น แถมชื่อ ” กว่าจะแจ้ง” นี้ยังถูกนำมาเป็นชื่อของนิทรรศการอีกด้วย อาจารย์คงไม่ได้แฝงความหมายว่าท่านนิพพานแล้วแต่อย่างใด แต่อาจจะเป็นอะไรที่ธรรมดาและเรียบง่ายกว่านั้นก็เป็นได้
เวลาที่นักศึกษาสนุกสนานมากที่สุดคือช่วงที่ออกไปวาดรูปนอกสถานที่ อาจารย์พยูรจะเป็นคนนำทีมไปที่วัดโบราณ กับปราสาทในสมัยต่างๆและอธิบายถึงความเป็นมาและลักษณะโดดเด่นของแต่ละที่ให้นักเรียนฟัง อากาศจะร้อนจี๋ อาจารย์พยูรจะใส่เสื้อที่มีสกรีนลวดลายไทยพร้อยเต็มตัว ถือโทรโข่งอันเล็กๆเอาไว้ในมือตลอดเวลา แล้วก้าวเดินอย่างมั่นคงไปตามจุดสำคัญของสถานที่ต่างๆ ส่วนคนที่เดินตามก็เอาหนังสือมาทาบกับอกแล้วขีดเขียนอะไรๆตามขยุกขยิกให้เป็นพัลวัน
ผมไม่เคยเดินตามแกทันซักกะที เพราะมัวแต่เดินอ้อยอิ่งดูก้อนหินพังๆที่ทางอุทยานเอามากองเอาไว้
เคยถามอาจารย์ครั้งนึงว่าเคยรุ้สึกเบื่อบ้างมั๊ยที่ต้องมาทำอะไรซ้ำๆอย่างงี๊ทุกปี
ท่านก็ยิ้มๆแล้วไม่ได้พูดอะไรตอบ
ผมเลยรุ้สึกโง่ๆว่าไม่น่าจะไปถามแกอย่างนั้น ถ้าแกเบื่อแกคงไม่มายืนอธิบายให้พวกผมฟังได้ละเอียดขนาดนี้ แกรุ้ขนาดว่าประตูตรงนี้มันเป็นรอยบิ่นเพราะมีทหารพม่าเอาขวานมาจามเอาไว้ มันเลยขาดหายไปเป็นหย่อมๆแบบนั้น
มาคิดเอาตอนที่เดินดูนิทรรศการไปถึงโซนที่เป็นงานประติมากรรมรูปอวัยวะเพศชายขนาดใหญ่มหึมาที่มีป้ายชื่อเขียนเอาไว้อย่างอาจหาญว่า ” พุทธะ? ” ก็จำเหตุการ์ณตอนที่ไปทัศนศึกษาได้ อาจจะมีคนเคยคิดอยากจะถามอย่างผม อยากรุ้ใจจะขาดว่าท่านจะตอบว่ายังไง?
เดินมาที่โซนที่เป็นโคลงกลอนที่ท่านอาจารย์เคยประพันธ์เอาไว้ มีอยุ่อันนึงที่ผมว่ามันเป็นปรัชญาเรื่องเกี่ยวกับความต่อเนี่องที่แท้จริง จะยกมาให้ยลกันคร่าวๆดังนี้
คนที่ปรารถนาจะทำตุ้และปลูกเรือน
ย่อมต้องการแต่ไม้แก่น
ไม้มีแต่เปลือกและกระพี้ ด้อยค่า
แต่ไม้แก่นเติบโตในเปลือกและกระพี้
อย่างเชื่องช้า
ปราศจากเปลือกและกระพี้ ย่อมไร้แก่น
แต่ปราศจากแก่น เป็นไม้ด้อยค่า
เดินมาจนถึงปลายๆงาน เพิ่งใมาเห็นรูปเหมือนที่ท่านวาดเอาไว้เป็นลูกสาวและลูกชายสองคนกับภรรยาก็พอจะเดาได้ว่าอาจารย์มีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขดี ก่อนออกมาเลยซื้อสูจิบัตรติดมือมาหนึ่งเล่ม
เปิดดูข้างในก็เห็นชื่ออาจารย์ที่คุ้นเคยหลายท่านมาเขียนบรรยายความรุ้สึกถึงอาจารย์พยูรเอาไว้ มีอยุ่ท่านนึงเขียนได้จับใจว่า
” รู้จักอาจารย์พยูร ประมาณ 2513 สมัยสยามแสควร์เฟื่องฟู เห็นอาจารย์ในร้านอาหารดังๆ นั่งเขียนหนังสือ เพื่อนบอกว่าเป็นคอลัมน์นิสต์ จนกระทั่งผมมาเรียนที่นี่ จึงรุ้ว่าท่านเป็น อาจารย์ หล่อ กะทัดรัด หน้าตาคล้าย โอมา ชารีฟ(ซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวู๊ด) จากการเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ ผันมาเป็นเพื่อนร่วมงาน 19 ปีผ่านไป ไม่เห็นว่าใครมีความรุ้ศิลปวัฒนธรรมไทยมากเท่าท่าน ได้ความรุ้จากท่านเยอะมาก จัดเป็นปูชนียบุคคล เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานของลูกศิษย์ทั่วไป ทั้งหมดกำลังจะกลายเป็นตำนาน ขอให้ท่านมีความสุขมากยิ่งขึ้น ” อาจารย์ นพพร วิวรรธกะ พศ.2550
แล้วก็มีอาจารย์ท่านนึงที่เคยถามละเมียดๆคล้ายๆกับที่ผมถามเมื่อประมาณสี่ปีก่อนจนได้ แล้วท่านก็เอาคำตอบของอาจารย์พยูรมาลงเอาไว้ในสูจิบัตรด้วย ซึ่งผมถือเอาเองว่าอาจารย์ให้ผมรอมาสี่ปีแล้วค่อยมาตอบคำถามโง่ๆของผมให้กระจ่างแจ้งแถลงไข
” อาจารย์อาจทำได้แต่ถ่ายทอดความรุ้และสร้างความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับศิลปะไทยให้แก่นักศึกษาได้มากที่สุดตอนเรียน อาจจะจำได้ว่าเดินตามอาจารย์ไปดูวัด ดูภาพจิตกรรมไทย ดูข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ดูโบราณสถานที่นู่นที่นี่ เคยปั่นจักรยานตามอาจารย์กันเป็นพรวน ร้อนก็ร้อน ไกลไม่ถึงซักที แต่ก็ได้ร้องเพลงได้ขี่รถไล่กันสนุกสนาน วันนี้นักศึกษาอาจยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญ แต่วันนึงในอนาคตที่นักศึกษาต้องทำงานเกี่ยวกับศิลปไทย ความทรงจำเหล่านี้ละที่จะนำพวกเราย้อนกลับไปถึงองค์ความรุ้ที่ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยถ่ายทอด ภาพลายไทย ภาพของใช้ หรือเครื่องเรือนต่างๆที่ครั้งนึงเคยวาดกันผิดสัดส่วน เอบ้าง ซีบ้างไปตามเรื่อง จะถูกหยิบขึ้นมาดูและย้อนทบทวนไปถึงสิ่งที่อาจารย์พร่ำสอน เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราจะรุ้เองว่า การออกแบบโดยมีแรงบันดาลใจจากศิลปะไทยมันเป็นอย่างไร เพราะบางเรื่องถ้ายังไม่ถึง เวลา สถานที่ และสถานการ์ณที่เหมาะสมแล้วละก็ เราก็ยังจะไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ “
ช่วงนั้นผมเปราะบางเล็กน้อยเพราะนั่งอยุ่ที่ร้านกาแฟใกล้ๆมหาลัย และกำลังเพิ่งดูดกาแฟเย็นแบบเข้มข้นเข้าไปหนึ่งแก้วใหญ่ น้ำตาผมมันจะไหลออกมาให้ได้
ขอให้อาจารย์มีความสุขมากๆแล้วกันนะครับ
ผมดีใจมากที่ได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์