เสียมเรียบ

เสียมเรียบ วันที่ 1

 dsc03862.jpg

ถ้าให้ไล่เรียงว่าจะมีที่ไหนที่มนุษย์เดินสองเท้าอย่างเราควรจะไปเยี่ยมเยือนให้ได้สักครั้งก่อนที่จะลาจากโลกนี้ไป หนึ่งในรายชื่อยาวเหยียดคงจะมีคำว่า นครวัด นครธม เขียนเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย หนึ่งเหตุผลอาจจะเป็นเพราะนครวัดเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก อาเจ๊อาป้าคงอยากเข้าไปเดินดูและถ่ายรูปสวยๆเก็บเป็นหลักฐาน เอาไว้อวดลูกหลานให้อ้าปากค้างเล่นๆ อันที่จริงแล้วนั้นการถ่อสังขารไปถึงประเทศกัมพูชาแล้วจะให้ไปเดินดูแค่มหาปราสาทนครวัด นครธม ก็คงเป็นการกระทำที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากประเทศกัมพูชามีอะไรให้ดูมากมายกว่าคิดนัก
 
มีโอกาสได้จับทัวร์จากจังหวัดศรีษะเกสไปที่ เสียมเรียบ เป็นทัวร์ลาวที่ญาติจัดให้เหล่าอาจารย์ที่โรงเรียนในตัวจังหวัดร่วม 80 คน ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ เนื่องจากผู้จัดการโรงเรียนปัจจุบันมีวิศัยทัศน์กว้างไกล และเล็งเห็นถึงประโยชน์ว่าการที่จัดให้บุคคลากรไปเที่ยวนั้น เป็นการเพิ่มพูนกำลังใจ และประสิทธิภาพในการทำงานอย่างนึง

ทางเข้าประเทศนี้สร้างความประทับใจแบบแปลกๆให้แก่ผู้ที่เข้ามาเยือนได้เสมอ ถนนหนทางที่มีใช้ในการเดินทางจากด่านช่องสะงำเข้ามาในเสียมเรียบนั้นอยู่ในขั้นโคม่า อาจารย์บางคนถึงกับบอกว่าให้ความรู้สึกเหมือนถนนลูกรังสีแดงของประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ทางเดินรถจะถูกกั้นด้วยสะพานไม้เป็นระยะๆ บางอันก็หนักหนาสาหัสขนาดต้องอ้่อมข้ามไปก็มี และ ถ้าที่ไหนต้องมีการอ้อมรถข้ามสะพานไป ที่นั่นก็จะมีเด็กเขมรสามสี่คนมาคอยประจำที่เสมอ เพราะรู้ว่ายังไงๆก็อาจจะได้เงินหรือ ขนมซักชิ้นสองชิ้นติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง

สภาพเมืองในตัวอำเภอเสียมเรียบแตกต่างกับบ้านเรือนแถบตะเข็บชายแดนโดยสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจุบันเสียบเรียบเป็นเมิองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่งของโลก ทำใหบริเวณตัวเมืองหลักนั้นคราคร่ำไปด้วยรีสอร์ท โรงแรม และร้านอาหารสวยๆที่ผุดขึ้นมามากกว่าเห็ดตับเต่า ถึงขนาดว่าถ้าใครอยากมาอยู่อย่างสุขสบายในตัวเมือง ก็อาจจะต้องจ่ายค่าห้องแถวธรรมดาๆมากถึงหลายสิบล้าน ซึ่งแน่นอนว่าคนกัมพูชาที่มีเงินเดือนขั้นต่ำที่ปีละหกพันบาทนั้นไม่มีทางที่จะได้ไปนอนผึ่งพุงเปิดแอร์อยู่ในที่แบบนั้นแน่นอน

ที่แรกที่คุณไกด์พาไปเที่ยวคือ การล่องเรือไปดูชีวิตของชาวเวียดนามที่อยู่ในเสียมเรียบ ซึ่งเป็นชุมชนส่วนน้อยและะมีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ คนเวียดนามจะใช้ชีวิตส่วนมากอยู่ในทเะลสาบ ดังนั้นบ้านเรือนหรือสถานที่ส่วนใหญ่จะทำเป็นเรือนแพลอยน้ำทั้งหมด อาชีพหลักก็คือการประมง ที่นี่จะทำฟาร์มเลี้ยงจระเข้ขาย ส่วนมากก็ส่งออกไปประเทศจีนไปทำกระเป๋า หรือเอาเนื้อไปขายที่ภัตตาคารเปิปพิสดาร

การชมวิถีชีวิตของชุมชนเวียดนามจะเป็นการนั่งเรือล่องไปตามทะเลสาบ และระหว่างทางก็จะได้เห็นกิจวัตรประจำวันของพวก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จับปลา จับหอย หรือนักเรียนบางกลุ่มลงมาเล่นใกล้ๆกับเรือขนาดใหญ่ที่ดัดแปลงมาเป็นโรงเรียน ข้างๆบ้านบางครัวเรือนก็เป็นสวนครัวแบบลอยน้ำก็มี บางบ้านก็เลี้ยงหมูเอาไว้บนแพ นั่งเรือมาเรื่อยๆจนมาจอดที่แพขนาดใหญ่ที่ทำเอาไว้ขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว ระหว่างที่เรือกำลังจะจอดก็มีเด็กผู้หญิงเวียดนามตัวเล็กๆประมาณเจ็ดแปดฝูง พายเรือกันเข้ามาขายกล้วยในราคาหวีละ 40 บาท

หลายคนลงความเห็นว่า นี่น่าจะเรียกว่าการขุ่กรรโชกเอาเงินมากกว่าขายของแบบธรรมดาทั่วไป

kumbodia-03.jpg 

ปิดฉากการเที่ยววันแรกด้วยการขึ้นไปดูพระอาธิตย์ตกที่ พนมบาเค็ง ต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณหนึ่งกิโล ที่ด้านบนเป็นซากปราสาทโบราณที่สร้างอยู่บนยอดเขามองเห็นวิวทั้งเสียมเรียบได้อย่างทั่วถึง

พอเดินลงมาก็รู้สึกเจ็บแปลบๆตรงโคนขา 

เสียมเรียบ วันที่ 2

ที่โรงแรมจะมีจัดเลี้ยงอาหารเช้า ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่าไข่สามสี่ฟองและกาแฟจืดๆ เนื่องจากร้านอาหารอยุ่ที่ชั้นดาดฟ้า พอขึ้นไปแล้วถึงได้รุ้ว่าที่กัมพูชาตอนเช้าก็ยังร้อนมาก เรียกว่าถ้าทำไข่ดิบหล่นลงไปบนพื้น ก็อาจจะกลายเป็นไข่ดาวกรอบๆได้ภายในไม่กี่วินาที วันนี้เป็นวันที่จะมีการท่องเที่ยวเยอะที่สุด ไกด์จะพาเราไปที่ปราสาทสำคัญหลายๆแห่ง และ ไปสิ้นสุดการเดินทางเอาที่ นครวัด ซึ่งเป็นที่เที่ยวที่สุดท้ายของวันเนื่องด้วยเหตุผลที่ว่าแดดตอนเย็นจะส่องเข้าทางด้านหลังทำให้ถ่ายรูปได้สวยกว่า

สิ่งที่น่าสังเกตุอย่างนึงของการท่องเที่ยวในสถานที่สำคัญของโลกเกือบทุกแห่งคือ การขายตรง อย่างที่เสียมเรียบนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดี คือมีคนกัมพูชาจำนวนมาก ที่แบกเอาหนังสือภาษาอังกฤษที่แนะนำเกี่ยวกับปราสาทและสถานที่ต่างๆ กำไล เสื้อยืด และของชำร่วยจำนวนมากมาเดินขายนักท่องเที่ยวอยู่ที่ด้านหน้าของปราสาทกันให้เกลื่อน ส่วนดีของการซื้อจากคนเดินขายแบบนี้คือเราสามารถต่อราคาได้แบบมหาศาล ผมซื้อหนังสือเกี่ยวกับปราสาทสำคัญๆในเสียมเรียบมาด้วยราคาเพียง 200 บาท จากราคาเต็มหกร้อยกว่าบาท เป็นหนังสือภาษาอังกฤษพิมพ์สี่สีสวยงาม แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้ว่ามันเป็นของแท้หรือของปลอมกันแน่

kumbodia-04.jpg

ความรู้สึกของคนที่มีโอกาสไปเยือนปราสาทหลายๆที่ที่เสียมเรียบนั้นอาจจะมีอารมณ์ที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็น นครวัด นครธม บันทายศรี หรือสถานทีอื่นๆ ซึ่งก็คือความรุ้สึกต่ำต้อยที่เกิดจากการเดินชมสถานที่ เพราะขนาดมันใหญ่มาก ใหญ่จนไม่รู้ว่่าจะดูอะไรก่อนดี มันให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยุ่ในพื้นที่ส่วนตัวของเทพเจ้า ( ซึ่งคนที่สร้างก็คงจงใจให้มันเป็นแบบนั้น ) คิดง่ายๆว่าถ้าเอาไฟฉายขยายส่วนของโดราเอมอนมาฉายใส่จีจู่เอี๊ยก็คงให้ความรุ้สึกที่ใกล้เคียงกัน นอกเหนือจากขนาดที่อลังการ ภาพแกะสลักนูนต่ำก็ยังเป็นอีกส่วนที่น่าสนใจดูไม่น้อยไปกว่าพื้นที่ของปราสาทเอง ภาพนูนต่ำส่วนใหญ่เป็นการบันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวกับเหตุการ์ณสำคัญๆในสมัยก่อน หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนกัมพูชาสมัยโบราณ ถ้าคนสมัยปัจจุบันใช้สื่อดิจิตอลในการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น คนสมัยโบราณแกะมันลงบนหินทั้งก้อน ฉันใดก็ฉันนั้น

มีเรื่องที่น่าอายเกี่ยวกับตัวเองอยู่นิดนึง คือตอนที่ไปเดินดูนครวัด ถ้าใครเคยไปก็จะรุ้ว่าด้านในสุดจะมีบันไดสูงหลายชั้นให้ปีนขึ้นไปไหว้สักการะพระพุทธรูปสี่องค์ ที่ประดิษฐานอยุ่ที่พระราชวังด้านบนสุด ช่วงบริเวณนั้นคนมากมายชุกชุม ถ้าสังเกตุดูดีๆจะเห็นว่าด้านนึงมีราวเหล็กเล็กๆผอมๆแปะอยู่ที่บันไดด้านหนึ่งของปราสาท เอาไว้ช่วยเหลือคนแก่คนเฒ่าในช่วง ” ขาลง ” เนื่องจากตอนที่ขึ้นไปมันไม่เท่าไรมันๆได้แต่ปีนยังไม่ทันจะเห็นด้านล่าง แต่พอจะลงมานั้นมันเสียวมาก มองลงไปข้างล่างแล้วหัวใจแทบวาย ไอ้เราเองก็นึกว่ามันคงไม่ได้อะไรขนาดนั้น ชักขึ้นชักลงเดี๋ยวก็ถึงพื้นเอง เลยละเลยไม่ไปลงที่บันได้ด้านที่มีราวจับ ด้วยเหตุว่าคนมันเยอะจะให้ไปรอคนเกาหลีแก่ๆเดินลงก็กระไรอยุ่ เลยไปเดินลงอีกด้านที่ไม่ค่อยจะมีคน

เพิ่งรู้ความจริงว่ากลัวความสูงมันเป็นยังไง ด้านที่จะลงมีคนฮ่องกงตัวอ้วนๆคนนึงค้างเติ่งอยู่ที่กลางบันได ท่าทางมันจะกลัวเอามากๆ เพราะถ้าไม่มีราวจับก็แปลว่าไม่มีหลักประกันในชีวิตใดๆทั้งสิ้น ตกลงมาก็ร่างแหลกสลาย แต่ก็ยังโชคดีที่พระเจ้าชัยวรมันปล่อยผมมาให้เฉิดฉายได้อีกครั้ง แต่กว่าจะลงมาได้ก็ทำใจอยู่นานทีเดียว

kumbodia-06.jpg

kumbodia-11.jpg
 
กลัมาทานอาหารเย็นที่โรงแรม ( ฝันร้ายมาก ) หลังจากนั้นก็ชวนกันไปเดินที่ถนนข้าวเหนียว ( เป็นถนนที่สร้างเลียนแบบถนนข้าวสาร ) คือจะเป็นย่านที่ชุกชุมไปด้วยเกสต์เฮาส์และร้านอาหารเท่ห์ๆเอาไว้เรียกเงินพวกชาวต่างชาติผิวขาวหน้ามืดทั้งหลาย ไปเดินดูซักพักก็เดินเข้าไปในร้านหนังสือซื้อเอา Lonely Planet ฉบับไปเที่ยวเมืองจีนมาด้วยราคาเล่มละ 500 บาท ดูไปดูมาอาจจะเป็นของก๊อปแต่ราคาค่างวดก็น่าจะถูกว่าไปซื้อที่ร้านเอเซียบุ๊คอยุ่หลายเท่าตัว แถบๆนี้มีร้านอาหารสวยๆซุกๆอยุ่หลายมุม เดินไปตำกับ Art Gallery สีขาวจั๊วะ ด้านในมีแสดงภาพถ่ายที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ในประเทศกัมพูชา มีอยู่ถาพนึงที่ติดตามาก เป็นภาพถ่ายเด็กเขมรกำลังดื่มน้ำจากปืนฉีดน้ำสีเขียวใส ดูแล้วก็สะท้อนถึงสภาพสังคมและการเมืองของประเทศนี้ได้ดี และยังเหลือพื้นที่ให้คนดูๆได้แปลความหมายไปได้อีกร้อยแปด เลยยอมเดินไปซื้อโปสต์การ์ดรูปเดียวกันมาในราคา 1 ดอลล่าร์

อาหารว่างยอดนิยมของคนที่นี่คือ ขนมปังฝรั่งเศสอบกรอบแบบเลือกไส้ได้ ถ้าที่ยุโรปก็จะเป็นพวกไส้กรอก มะเขือเทศหรือชีส ฃจืดๆ แต่ที่นี่เป็นปลากระป๋อง กับตับบด แล้วพอซื้อมายังแถมผักดองเอาไว้ให้ทานเป็นเครื่องเคียงด้วยอีกต่างหาก ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็น และเคยชิมที่นี่เป็นครั้งแรก ตาไกด์บอกว่านี่เป็นอาหารยอดนิยมของคนที่นี่ เหมาะแก่การทานเป็นอาหารเช้า หรืออาหารว่างก่อนนอน แต่ถ้าให้เจ๋งสุดก็ต้องสั่งมากินกับ Ankor Beer

สภาพเมืองเสียมเรียบในตอนกลางคืนดูปลอดภัยมาก เนื่องจากทางการจัดสายตรวจเอาไว้ตามจุดต่างๆทั่วไป ถึงเดินตอนกลางคืนก็ไม่น่ากลัวเท่าไรนัก เคยถามคนที่นี่บอกว่าก็เคยมีเรื่องรุนแรงเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่อย่างมากสุดก็พวกวัยรุ่นเขมรยกพวกตีกัน สาเหตุ ( ฟังแล้วอาจจะดูตลก ) เพราะเหยียบตีนกันตอนรำวงในเทค ( ที่เขมร เทคบางที่จะเปิดเพลงให้รำวง ถ้าจะเข้าไปอยุ่ในวงก็ต้องไหว้ก่อนหนึ่งที ถือว่าเป็นมารยาที่ดีงาม )

เสียมเรียบ วันที่ 3

kumbodia-08.jpg

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะอยุ่ที่ เสียมเรียบ ทัวร์วันนี้เลยพาไปดูโรงเรียนมัธยมที่หนึ่งในตัวจังหวัด เนื่องจากลูกทัวร์ส่วนมากเป็นอาจารย์ที่มาจากโรงเรียนที่ศรีษะเกสเช่นกัน เลยกะว่าจะไปดูวีธีการบริหารและบรรยากาศโดยทั้วไปของโรงเรียนที่นี่ พอไปถึงโรงเรียนก็เดินกันไปตามห้องเรียนต่างๆ นักเรียนที่นุ่นก็คงงงๆเพราะเรียนๆกันอยุ่ก็มีคนมาขัดจังหวะเดินเข้ามาป้วนเปี๊ยนในชั้นเรียน มาถามโน่นถามนี่ให้วุ่นวายกันไปหมด เรื่องนึงที่น่าสังเกตคือ หัวหน้านักเรียนที่นี่จะมีเครื่องแบบพิเศษ คือปลอกแขนสีแดงที่พิมพ์ตัวอักษรภาษาเขมรสีขาวเอาไว้ เพื่อแยกแยะถึงฐานะที่แตกต่างจากนักเรียนธรรมดาทั่วไป พอเข้าไปถามก็รู้ว่าพวกนี้จะโดนเลือกมาจากนักเรียนทั้งโรงเรียนแบบประชาธิไตยเต็มรูปแบบ เพื่อให้มาดูแลความสงบเรียบร้อยในสังคมมัธยมปลาย

หลังจากเหล่าคณาจารย์เดินดูนักเรียนไปซักพัก ก็พักเที่ยงพอดี พวกนักเรียนเลยชวนเหล่าอาคันตุกะทั้งหลายมาเล่นมอญซ่อนผ้ากัน ซึ่งตอนแรกพาลนึกกันว่าเล่นเอาไว้โชว์แขกบ้านแขกเมืองกันเฉยๆ แต่ดูไปดูมามันมีหลายวงมาก คือพอพักกลางวันก็ออกมาเล่นกันทั้งโรงเรียนร่วมหลายสิบวง แล้วยังเล่นกันแบบเอาจริงเอาจังอีกต่างหาก คือเล่นกันจนเหงื่อตกยางออก วิ่งไล่ตีกันจนเสื้อเปียกหลังลาย แล้วผ้าที่นี่จะไม่ใช่ผ้าแต่เป็นเชือกป่านเส้นหนาๆแทน เวลาโดนหวดจะเจ็บลึกถึงแกนกระดูก  

เรื่องโชคดีอย่างนึงของไปเที่ยวโรงเรียนมัธยมปลายคือการได้ไปดูสาวมัธยมปลายวัยใส ที่โรงเรียนนี้มีน้องคนนึงน่าตาจิ้มลิ้มมาก ซึ่งลงความเห็นกันระหว่างลูกทัวร์แล้วว่า คนนี้ละต้องเป็นดาวมัธยมเสียมเรียบอย่างแน่นอน ดูได้จากแฟชั่นกระโปรงตัดสีดำ และเสื้อติ๊วเข้ารูป

kumbodia-10.jpg

หลังจากอำลาโรงเรียนแล้ว ก็เอาเวลาที่เหลือไปเดินเลือกของที่ระลึกที่บริเวณตลาดเก่า เดินซื้อพวกเสื้อยืดและกำไลไม้ซะส่วนมากเพื่อเอาเป็นของฝากแก่คนเมืองกรุงได้ไม่ขัดเขิน เฉลี่ยแล้วถ้าต่อจนหน้ามืดเสื้อยืดสกรีนลายที่นี่ก็ตกตัวละประมาณ สามสิบบาท กำไลก็อันละประมาณ สิบถึงยี่สิบบาทก็ซื้อได้แบบไม่เสียดาย เดินมาเห็นกระดิ่งผูกคอวัวอยากได้ใจจะขาดแต่เสียดายที่ไม่มีแท่นวางสวยๆขาย จะให้ไปทำเองก็ขี้เกียจเลยตัดใจไม่ยอมควักเงินออกจากกระเป๋า

ขากลับก็ขึ้นนั่งรถทัวร์กลับไปเอารถที่ด่านช่องสะงำ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับมาอีก เพราะนึกมาเสมอว่าเวลาที่ดูปราสาทน้อยเกินไปบางแห่งต้องใช้เวลาดูเป็นวันๆถึงจะคุ้ม ไปดูที่ถนนข้าวเหนียวมาแล้วว่าค่าที่พัก ไม่น่าจะเกิน 250 บาทต่อคืน เอาไว้วันไหนว่างๆสบายๆ จะมาเที่ยวคนเดียวให้มันรู้แล้วรู้รอดซักอาธิตย์ สองอาธิตย์


3 Responses to “เสียมเรียบ”

  1. ยังไม่เคยไปเหมือนกันครับ

    ผมก็คิดว่าน้องเขาน่าจะเป็นรุ่นท็อปของ รร.เหมือนกัน

  2. ไอ้ตรงบันใดชันๆแล้วมีราวเหล็กให้เกาะอ่ะ ไกด์บอกว่าพระบางองค์(เรียกเป็นองหรือรูปอ่ะ อืมมนั้นแหละเข้าใจที่พูดก็พอ)ที่นั้นสามารถวิ่งขึ้นวิ่งลงได้ราวกับเป็นบันไดแถวบ้าน เรานึกภาพตามยังไงก็นึกไม่ออก เราสนุกมากตอนขึ้นแต่ตอนลงนี้เราว่าเอาเรื่องอยู่นะ อืมม ไกด์ยังบอกอีกว่ามี ไกด์เกาหลีตกลงมาเพราะซ่ามากไม่เกาะราวบัน แถมวิ่งลงมาก นึกภาพไม่ออกอีกเหมือนกัน ถ้ามีโอกาศได้ไปอีกแนะนำให้คุณลองดูนะ ถ่าย vdo มาด้วยเราจะได้ไม่ต้องใช้จินตนาการแล้ว…สักวันนึงต้องกลับไปอีก..see angkor and die but only once is not enough

  3. อ๋อออออ อยากไปมั้งจัง รูปสุดท้ายแอบถ่ายขาสาวเขมรมาด้วยหรือ?

Leave a Reply