50ปี มัณฑนศิลป์ รากฐานของสังคมการออกแบบของไทย

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2550 มีโอกาสได้ไปงานนิทรรศการของมหาลัยสุดที่รัก ที่จัดที่ TCDC งานยิ่งใหญ่อลังการมากกว่ามนุษย์ที่คุ้นเคยกับหอศิลป์เก่าๆ และการเรียนในพระราชวังที่รู้สึกเหมือนอยู่ในสลัมเด็กแนวอย่างผม คาดหวังเอาไว้มากมายนัก อาจจะเป็นเพราะสถานที่จัดที่ช่วยเพิ่มแรงกดดันชนิดพิเศษให้กับนักออกแบบก็เป็นได้ ถ้าจะดูกันจริงๆก็แทบไม่มีนิทรรศการไหนที่จัดที่ TCDC แล้วออกมาไม่ได้เรื่องเลยซักอันเดียว งานที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ พื้นที่แถบอิสาน หรือ การกินอยุ่แบบอาหรับก็ล้วนแต่มีการจัดเตรียมและนำเสนออย่างพิถีพิถันเปรียบเสมือนสารคดีชั้นสูง

เนื้อหานิทรรศการเป็นการนำผลงานและตัวตนของนักออกแบบหลากหลายรุ่นและสาขามานำเสนอต่อสาธารณชน ซึ่งถ้าใครที่ไม่เคยรู้จักคณะมัณฑนศิลป์มาก่อนก็จะต้องตกตะลึงกับขนาดขององค์กรที่แผ่ขยายไปในหลายๆสาขาของการออกแบบและยังสามารถสร้างงานสร้างสรรค์ที่เป็นที่รุ้จักได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

เริ่มต้นนิทรรศการเป็นผนังโมเสกเรืองแสงสีส้มซึ่งเป็นสีประจำคณะมาติดเอาไว้ที่หน้าทางเข้า วันนี้เป็นวันงานวันที่สองแล้วก็ยังมีคนงานมาเก็บงานก่อสร้างด้านหน้าทางเข้าอยุ่บ้างประปรายแสดงให้เห็นถึงวิธีการทำงานของนักศึกษาในภาควิชาที่นิยมการเร่งทำงานจนวินาทีสุดท้าย หมวดแรกสุดเป็นส่วนของการออกแบบตกแต่งภายในที่นำเอางานตั้งแต่เหล่าคณาจารย์รุ่นแรกๆไปจนถึงงานของมัณฑนากรรุ่นใหม่ๆอย่าง สมชาย จงแสง ที่โดนเขียนชื่อผิดเป็น สมชาย จงแจ้ง อย่างหน้าตาเฉย มาแสดงบนบอร์ดวงกลมสีส้มอันมหึมาเพื่อให้เห็นถึงความอลังการของภาควิชา แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่งานของอาจารย์บางท่านถูกติดกลับหัว ทำให้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมภายในดูแปลกประหลาดยิ่งนัก เพราะถ้าเอาไปสร้างกันจริงๆมันจะต้องมีคนเดินไปเหยียบโคมไฟบาดตีนเลือดสาดไปตามๆกันแน่นอน 

ที่พื้นที่แสดงงานหลักของภาควิชาออกแบบตกแต่งภายใน มีงานศิลปะติดตั้งเป็นงานทดลองที่เกี่ยวกับเรื่องของพื้นที่การใช้สอยที่คาบเกี่ยวกันที่ออกมาคล้ายๆกับเครื่องเรือนขนาดใหญ่สีขาวบิดตัวไปมา ซึ่งถ้าดูกันจากภาพร่างในตอนแรกนั้น สมชาย จงแสง ผู้ออกแบบมีความต้องการให้พื้นที่สมมติตรงนี้มีรูปร่างเป็นโครงสร้างเลียนแบบการอัดตัวของเซลล์ในธรรมชาติ แต่อาจจะเป็นเพราะความจำกัดในการขึ้นโมเดลสามมิติทำให้งานออกมากลายเป็นเพียงพื้นระนาบสองมิติที่ตัดกันไปมาแทน จากตรงนี้ทำให้ผมมีคำถามขึ้นมาสองอย่าง อย่างแรกคือ ถ้าทำงานที่คิดเอาไว้ออกมาไม่ได้แล้วนั้น จะเอางานร่างภาพที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาโชว์ทำไม สอง ทำไมลองนั่งแล้วมันถึงได้เจ็บตูดนัก  

ส่วน IAW ออกแบบพื้นสำหรับคนเมืองที่มีขนาดกะทัดรัด แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด โดยใช้เนื้อที่เพียงเก้าตารางเมตร ( สามคูณสามเมตร ) เท่านั้น ซึ่งเหมาะแก่การนำไปใช้ในงานออกแบบห้องแถวขนาดเล็กที่ดีได้

ส่วนที่โซนออกแบบผลิตภัณฑ์มีการนำวัสดุชนิดใหม่เข้ามาทำเป็นส่วนประกอบของเครื่องเรือน เพื่อเป็นการแก้เลี่ยนผักตบชวาสานที่โดนนักออกแบบ และบุคคลทั่วไปนำมาใช้จนหมดคูคลองทำให้เต่าปลาขาดอาหารสูญเสียประชากรไปจนแทบจะสูญสิ้นชาติพันธ์ พืชชนิดใหม่นี้คือ ป่านศรนารายณ์ ที่มีความเหนียวมากเป็นพิเศษและยังเป็นพืชที่มีการปลูกกันมาช้านานในเมืองไทยตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เรื่องที่น่าแปลกไม่ใช่เรื่องของรูปทรงหรือความพิเศษของวัสดุ แต่เป็นชื่อของคนไทยคนแรกที่นำเข้ามาในประเทศไทยต่างหาก เพราะคนที่นำพืชชนิดนี้เข้ามาเพาะพันธุ์ที่ อำเภอหัวหิน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์คือ หลวงอรินทร์ชาติสังหาร ( ชาติ-สังหาร!!!!! ) ( ชื่อหัวหน้ารัฐบาลไหงยังไม่เป็นยังงี๊เลย )

นักออกแบบเครื่องเรือนชื่อดังหลายๆท่านก็ผลิตงานทดลองที่นำ ป่านศรนารายณ์ มาใช้เป็นวัสดุหลักออกมาให้แก่ผู้ที่เข้าชมนิทรรศการได้ดูกันถ้วนหน้า บางอันก็ดีบางอันก็ไร้เหตุผลสิ้นดี ปะปนคละเคล้ากันไปตามประสาสังคมโลกที่สาม 

หลังจากสองโซนแรกผมก็เดินผ่านโซนที่สามและ ที่สี่ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับแฟชั่นและเครื่องประดับไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเนื่องจากไม่ได้ไคร่รู้ และสันทัดในเรื่องเหล่านั้นมากเท่าทีควร แอบเหลือบๆดูที่โซน communication art เยอะหน่อย เพราะที่โซนนี้มีเนื้อหาอัดอยุ่เต็มแน่นไปหมด ( ถึงแม้พื้นที่จะดูน้อยเอามากๆก็ตามที ) ไม่ว่าเดินไปที่มุมไหนก็จะมีอะไรให้ดูมีอะไรให้อ่านเสมอ แอบเห็นงานของ วิสุทธ์ พรนิมิต นักเขียนการ์ตูนที่ผมชื่นชอบแอบๆอยู่ตรงมุมของบู๊ธด้วย ตรงกลางก็จะมีจอทีวีติดเอาไว้มีบทสัมภาษณ์ของนักออกแบนิเทศน์ศิลป์หลายคนๆ ดูๆแล้ววงการโฆษณาของไทยดูยิ่งใหญ่เอามากๆ มองที่ไหนก็มีแต่คนไปกวาดรางวัลอันดับหนึ่งจากที่นู่นที่นี่มากมาย บางคนก็ได้รับยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่งของโลกก็มี อันดับหนึ่งของเอเซียก็มีอยู่หลาย

หากดูงานมาถึงขั้นนี้แล้วยังไม่รุ้สึกคาราวะ โซนเกือบท้ายๆก็ยังมีงานของรุ่นพี่ที่เกี่ยวข้องกับวงการศิลปะการทำหนังมาโชว์ให้เด็กมปลายต้องอ้าปากค้างไปตามๆกัน เพราะถ้ายังไม่รู้จักผู้กำกับภาพยนตร์อย่างเรื่อง นางนาค, อันธพาลครองเมือง, บุปผาราตรี, ฟ้าทะลายโจร หรือ หมานคร ก็คงไม่ต้องฝันว่าจะเรียน หรือทำงานเกี่ยวกับวงการหนังอีกต่อไปแล้ว 

สรุปแล้วโดยรวมงานนิทรรรศการนี้มีประโยชน์สำหรับเด็กที่กำลังจะเอ็นเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อที่จะตัดสินชะตาชีวิตของตัวเอง หรือเด็กที่โตแต่ตัวที่ยังไม่ค่อยมีความมั่นใจในสถาบันที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะ และการออกแบบในเมืองไทย เพราะงานนี้ได้นำตัวอย่างของปุถุชนที่ประสบความสำเร็จในวงการต่างๆมาแสดงถึงภูมิลำเนาที่ชัดเจนว่าถึงแม้จะผลิตผลงานที่น่าสนใจออกมาหลายร้อยแขนงแต่โดยแท้จริงแล้วก็ล่ำเรียนวิชาการจบมาจาก คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยกันทั้งนั้นแล

ใครที่เดินออกไปจากงานก็ต้องกระอักเลือดออกมาเป็นสีส้มทั้งนั้น!!!!

ปล. มีเรื่องสงสัยอยุ่หน่อยนึงว่าที่ด้านหน้างานมีกำแพงเขียนสีมีตัวอักษรตัวโตๆว่า Thai Design แล้วไหงมันมี รูปเครื่องคั้นน้ำส้มของ ฟิลิป สตาร์ก กับเก้าอี้ ของ มาร์ค นิวสัน มาแปะเอาไว้ได้ด้วยวะ    

~ by pattosan on March 20, 2007.

2 Responses to “50ปี มัณฑนศิลป์ รากฐานของสังคมการออกแบบของไทย”

  1. มีใครรู้วิธีเคลือบเส้นใยกันเชื้อราป่านศรนารายณ์บ้าง ช่วยตอบหน่อย
    ขอบคุณค่ะ

  2. อยากทราบวิธีเคลือบเส้นใยป่านศรนาราย์เพื่อกันเชื้อรา

Leave a Reply