อาจารย์ที่รัก (1)

เมื่ออาธิตย์ก่อนไปหารุ่นพี่ที่นับถือที่มหาลัยเก่าแก่ที่รัก เนื่องจากฝากฝังให้แกไปเอาใบประกาศเกียรติคุณ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าผมได้จบการศึกษามาจากโรงเรียนที่ผมได้ใช้ชีวิตในช่วงปลายปีที่ผ่านมากลับมาให้

มารอเท่าไรก็ไม่เจอแก โทรไปก็ไม่ยอมรับ เลยเดินเล่นไปรอบๆมหาลัยแก้เบื่อ ซึ่งจุดหมายที่เหมาะแก่การฆ่าเวลาอย่างมากคือ หอศิลป์ ซึ่งมักจะมีอะไรมาให้ดูอยุ่ตลอดเวลา ดีบ้างไม่ดีบ้างแล้วแต่คนจัดนิทรรศการและขีดความรุ้ความสามารถของคนชม

วันนั้นมีงานนิทรรศการเชิดชูเกียรติ เนื่องในโอกาสเกษียรอายุราชการ ของข้าราชการท่านนึง ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนวิชามัณฑณศิลป์ไทยพวกผมมาตั้งแต่ปีแรกๆที่เข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร จนเป็นคณะกรรมการตรวจศิลปนิพนธ์ตอนปีสุดท้าย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พยูร โมสิกรัตน์

ตอนแรกที่เข้ามาในคณะมัณฑณศิลป์ ใครๆก็รู้ว่าท่านจบจากจิตกรรมมา ตัวผมเองก็มีความสังสัยอยุ่มากว่าไฉนเลยท่านถึงไม่สอนอยุ่ที่คณะจิตกรรม ทำไมต้องมาอยุ่ที่คณะตกแต่งภายใน แต่มารู้ตอนหลังว่าท่านอาจารย์เป็นผุ้เชี่ยวชาญด้านศิลปไทย ซึ่งเป็นวิชาหลักที่ต้องเรียนเพื่อนักศึกษาจะได้เข้าใจในรากเหง้าของประเทศว่ามีการเจริญเติบโตด้านความงามและการตกแต่งมาอย่างไรบ้าง และจะได้ทำงานออกมาอย่างมีรากฐานเพื่อก้าวไปสุ่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ถึงเวลาเรียนเราก็จะเห็นชายร่างสันทัดเดินอุ้มไสลด์มาสามสี่ถาด แล้วท่านก็จะบอกให้นึกศึกษาปิดไฟทั้งหมดเพื่อที่จะได้เข้าสู่บทเรียน หลายครั้งมันเป็นการเดินทางสุ่ความฝันที่แสนวิเศษ ทั้งบรรยากาศที่มืดมิด มีเพียงไฟสีฟ้าจางๆของเครื่องฉายเก่าๆ กับเสียงไสลด์ที่กระตุกเปลี่ยนภาพโดยการเคลื่อนไหวของนิ้วมืออาจารย์พยูร

อาจารย์พูดด้วยเสียงอันกระฉับกระเฉงตลอดเวลาที่สอน ทุกภาพคือประสบการ์ณที่ท่านเข้าใจโดยแจ่มแจ้ง มีเหตุผลประกอบที่หนักแน่นมั่นคง อีกทั้งยังสามารถอธิบายความงามออกมาเป็นเงื่อนไขที่สามารถรับฟังได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจง่าย โดยรู้ทั้งรู้ว่ามีนักเรียนแบบผมที่แอบหลับอยู่ด้านหลัง แต่ท่านก็ยังอธิบายต่อไปด้วยความสนใจเต็มเปี่ยม บางทีก็หยุดพักบ้างเพื่อเปลี่ยนไสลด์ถาดใหม่ป้อนเข้าไปในเครื่องฉาย บางทีก็ไล่ให้นักเรียนไปล้างหน้า เพื่อที่จะกลับมาฟังต่ออีกซักรอบสองรอบ

ผมเดินไปที่กลางๆงาน มีงานที่เป็นสื่อผสมที่อาจารย์พยูรทำขึ้นมาเพื่องานนิทรรศการชิ้นนี้โดยเฉพาะ อาจารย์ให้ชื่อว่า ” กว่าจะแจ้ง ” มีอยุ่ประมาณสองสามชิ้นที่ใช้ชื่อเหมือนกันแต่ เป็นคนละเวอร์ชั่น แถมชื่อ ” กว่าจะแจ้ง” นี้ยังถูกนำมาเป็นชื่อของนิทรรศการอีกด้วย อาจารย์คงไม่ได้แฝงความหมายว่าท่านนิพพานแล้วแต่อย่างใด แต่อาจจะเป็นอะไรที่ธรรมดาและเรียบง่ายกว่านั้นก็เป็นได้

เวลาที่นักศึกษาสนุกสนานมากที่สุดคือช่วงที่ออกไปวาดรูปนอกสถานที่ อาจารย์พยูรจะเป็นคนนำทีมไปที่วัดโบราณ กับปราสาทในสมัยต่างๆและอธิบายถึงความเป็นมาและลักษณะโดดเด่นของแต่ละที่ให้นักเรียนฟัง อากาศจะร้อนจี๋ อาจารย์พยูรจะใส่เสื้อที่มีสกรีนลวดลายไทยพร้อยเต็มตัว ถือโทรโข่งอันเล็กๆเอาไว้ในมือตลอดเวลา แล้วก้าวเดินอย่างมั่นคงไปตามจุดสำคัญของสถานที่ต่างๆ ส่วนคนที่เดินตามก็เอาหนังสือมาทาบกับอกแล้วขีดเขียนอะไรๆตามขยุกขยิกให้เป็นพัลวัน 

ผมไม่เคยเดินตามแกทันซักกะที เพราะมัวแต่เดินอ้อยอิ่งดูก้อนหินพังๆที่ทางอุทยานเอามากองเอาไว้

เคยถามอาจารย์ครั้งนึงว่าเคยรุ้สึกเบื่อบ้างมั๊ยที่ต้องมาทำอะไรซ้ำๆอย่างงี๊ทุกปี

ท่านก็ยิ้มๆแล้วไม่ได้พูดอะไรตอบ

ผมเลยรุ้สึกโง่ๆว่าไม่น่าจะไปถามแกอย่างนั้น ถ้าแกเบื่อแกคงไม่มายืนอธิบายให้พวกผมฟังได้ละเอียดขนาดนี้ แกรุ้ขนาดว่าประตูตรงนี้มันเป็นรอยบิ่นเพราะมีทหารพม่าเอาขวานมาจามเอาไว้ มันเลยขาดหายไปเป็นหย่อมๆแบบนั้น

มาคิดเอาตอนที่เดินดูนิทรรศการไปถึงโซนที่เป็นงานประติมากรรมรูปอวัยวะเพศชายขนาดใหญ่มหึมาที่มีป้ายชื่อเขียนเอาไว้อย่างอาจหาญว่า ” พุทธะ? ” ก็จำเหตุการ์ณตอนที่ไปทัศนศึกษาได้ อาจจะมีคนเคยคิดอยากจะถามอย่างผม อยากรุ้ใจจะขาดว่าท่านจะตอบว่ายังไง?

เดินมาที่โซนที่เป็นโคลงกลอนที่ท่านอาจารย์เคยประพันธ์เอาไว้ มีอยุ่อันนึงที่ผมว่ามันเป็นปรัชญาเรื่องเกี่ยวกับความต่อเนี่องที่แท้จริง จะยกมาให้ยลกันคร่าวๆดังนี้

คนที่ปรารถนาจะทำตุ้และปลูกเรือน

ย่อมต้องการแต่ไม้แก่น

ไม้มีแต่เปลือกและกระพี้ ด้อยค่า

แต่ไม้แก่นเติบโตในเปลือกและกระพี้

 อย่างเชื่องช้า

ปราศจากเปลือกและกระพี้ ย่อมไร้แก่น

แต่ปราศจากแก่น เป็นไม้ด้อยค่า 

เดินมาจนถึงปลายๆงาน เพิ่งใมาเห็นรูปเหมือนที่ท่านวาดเอาไว้เป็นลูกสาวและลูกชายสองคนกับภรรยาก็พอจะเดาได้ว่าอาจารย์มีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขดี ก่อนออกมาเลยซื้อสูจิบัตรติดมือมาหนึ่งเล่ม

เปิดดูข้างในก็เห็นชื่ออาจารย์ที่คุ้นเคยหลายท่านมาเขียนบรรยายความรุ้สึกถึงอาจารย์พยูรเอาไว้ มีอยุ่ท่านนึงเขียนได้จับใจว่า

” รู้จักอาจารย์พยูร ประมาณ 2513 สมัยสยามแสควร์เฟื่องฟู เห็นอาจารย์ในร้านอาหารดังๆ นั่งเขียนหนังสือ เพื่อนบอกว่าเป็นคอลัมน์นิสต์ จนกระทั่งผมมาเรียนที่นี่ จึงรุ้ว่าท่านเป็น อาจารย์ หล่อ กะทัดรัด หน้าตาคล้าย โอมา ชารีฟ(ซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวู๊ด) จากการเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ ผันมาเป็นเพื่อนร่วมงาน 19 ปีผ่านไป ไม่เห็นว่าใครมีความรุ้ศิลปวัฒนธรรมไทยมากเท่าท่าน ได้ความรุ้จากท่านเยอะมาก จัดเป็นปูชนียบุคคล เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานของลูกศิษย์ทั่วไป ทั้งหมดกำลังจะกลายเป็นตำนาน ขอให้ท่านมีความสุขมากยิ่งขึ้น ” อาจารย์ นพพร วิวรรธกะ พศ.2550

แล้วก็มีอาจารย์ท่านนึงที่เคยถามละเมียดๆคล้ายๆกับที่ผมถามเมื่อประมาณสี่ปีก่อนจนได้ แล้วท่านก็เอาคำตอบของอาจารย์พยูรมาลงเอาไว้ในสูจิบัตรด้วย ซึ่งผมถือเอาเองว่าอาจารย์ให้ผมรอมาสี่ปีแล้วค่อยมาตอบคำถามโง่ๆของผมให้กระจ่างแจ้งแถลงไข

”  อาจารย์อาจทำได้แต่ถ่ายทอดความรุ้และสร้างความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับศิลปะไทยให้แก่นักศึกษาได้มากที่สุดตอนเรียน อาจจะจำได้ว่าเดินตามอาจารย์ไปดูวัด ดูภาพจิตกรรมไทย ดูข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ดูโบราณสถานที่นู่นที่นี่ เคยปั่นจักรยานตามอาจารย์กันเป็นพรวน ร้อนก็ร้อน ไกลไม่ถึงซักที แต่ก็ได้ร้องเพลงได้ขี่รถไล่กันสนุกสนาน วันนี้นักศึกษาอาจยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญ แต่วันนึงในอนาคตที่นักศึกษาต้องทำงานเกี่ยวกับศิลปไทย ความทรงจำเหล่านี้ละที่จะนำพวกเราย้อนกลับไปถึงองค์ความรุ้ที่ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยถ่ายทอด ภาพลายไทย ภาพของใช้ หรือเครื่องเรือนต่างๆที่ครั้งนึงเคยวาดกันผิดสัดส่วน เอบ้าง ซีบ้างไปตามเรื่อง จะถูกหยิบขึ้นมาดูและย้อนทบทวนไปถึงสิ่งที่อาจารย์พร่ำสอน เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราจะรุ้เองว่า การออกแบบโดยมีแรงบันดาลใจจากศิลปะไทยมันเป็นอย่างไร เพราะบางเรื่องถ้ายังไม่ถึง เวลา สถานที่ และสถานการ์ณที่เหมาะสมแล้วละก็ เราก็ยังจะไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ “

ช่วงนั้นผมเปราะบางเล็กน้อยเพราะนั่งอยุ่ที่ร้านกาแฟใกล้ๆมหาลัย และกำลังเพิ่งดูดกาแฟเย็นแบบเข้มข้นเข้าไปหนึ่งแก้วใหญ่ น้ำตาผมมันจะไหลออกมาให้ได้  

ขอให้อาจารย์มีความสุขมากๆแล้วกันนะครับ

ผมดีใจมากที่ได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์

~ by pattosan on July 20, 2007.

11 Responses to “อาจารย์ที่รัก (1)”

  1. ดีใจด้วยครับ

    ที่มี อ.จ ดีๆซักคนไว้ในดวงใจ

    ชีวิตเรานั้นหายากนัก ที่จะได้เจอ

    “อาจารย์”

    ที่นอกจะสอนเนื้อหาบทเรียน

    ยังสอนเราใช้ชีวิตด้วย

  2. คิดถึงมหาลัยหวะ
    อยากไป thai dec อีก
    มีความสุขอย่างแรง
    คิดถึงพื่อนนนนนนนนนนนนนนนนนน
    คิดถึงอาจารย์อ่า

  3. ชอบบทความนี้มาก, อยากให้มีคนเข้ามาเขียนเยอะๆ แล้วเอาไปให้อาจารย์ดู

  4. นึกถึงตอน เบลล์เอาฟันไปทำร้ายอาจารย์อย่างอุกอาจบนรถจักรยานระหว่างการเดินทาง
    ไปทัศนศึกษา

    ไอ้โย พับโต๊ะเขียนแบบอย่างทะมัดทะแมงเป็นแนวตั้งฉากกับพื้นโลก เพื่อสร้างโลก
    ส่วนตัวแห่งการพักผ่อนระหว่างคาบเรียน มีเสียงกรนเบาๆแข่งกับเสียงเครื่องฉาย
    สไลด์เก่าๆที่ยังทำหน้าที่ของมันไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่เหมือนนัก
    ศึกษาหลังห้องที่ยังรู้จักพักเมื่อรู้ว่าตัวเองเหนื่อย???

    และเพลงประจำมหา’ลัยภาษาต่างชาติ ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนในเมืองไทยโบราณ ถ้า
    สังเกตุดีดีก็จะเห็นรอยแผลเป็นเล็กๆ บริเวณหน้าผากของอาจารย์ที่เพ่งผ่านการโดน
    ทำร้ายมาได้ไม่นาน เป็นสิ่งเตือนใจให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและวิญญาณของความ
    เป็นครูที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในขณะที่รอยแผลเป็นเล็กๆ อาจจะยังไม่
    หายดี หรืออาจจะมีรอยแผลใหม่ๆที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา’

    อ่านบทความเหมียนแล้วซาบซึ้งมากถึงกับอยากยกให้เป็นบทความNostalgiaยอดเยี่ยม
    แห่งนิตยสารTIMEประจำศตวรรษ และเสียดายมากที่ไม่ได้ไปดูนิทรรศการของอาจารย์

    จริงๆแล้วเราน่าจะหาโอกาสร่วมกันทำอะไรให้อาจารย์ในโอกาสเกษียณอายุราชการของ
    อาจารย์กันเนอะ

  5. วันนั้น……………….

    ในวิชาที่อาจารย์ชอบเล่าถึงอดีตของท่านให้ฟังถึงวีรกรรมของท่านในสมัยวัยรุ่นกับเพื่อนๆจิตรกรรม…………..สาเหตุมาจากไอ้โยที่ชอบหลอกให้อาจารย์ปั้นให้ตลอดด้วยการชวนคุยแล้วมันก็แทบไม่ต้องทำอะไรอีก
    ………………………………………..จำไอ้คิวได้ว่าปั้น David ได้หน้าเหมือนลิงมาก ไอ้ปาล์มที่เขียนลายไทยได้อย่างวิจิตรและยังชอบนวดดินด้วยมือเดียว สาวๆที่แบกดินกันมาให้ไอ้ปาล์มนวด ไอ้เมย์ที่วันนั้นผมปั้นได้ 7 คะแนนแต่มันหาจุดบกพร่องของผมแล้วฟ้องอาจารย์ทำให้ผมเหลือแค่ 6 ผมยังจำได้ไม่ลืม…..ในวิชาที่ไอ้ต้นที่เขียน Section ของศาลาอย่างแม่นยำ ไอ้แซมวาดหน้าพระพุทธรูปไร้ซึ่งยุคสมัยและไร้อารยธรรม ไอ้เหมียนที่เขียนอะไรมาก็มักจะไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่เสมอ

    ………………ระหว่างทางนั้น เราล้วนต่างทำอะไรกันไปต่างๆนาๆ เรานั่งคุย บ้างนั่งหลับ บ้างเล่นไพ่ ดื่มเบียร์ ดูการ์ตูน กินหนม ชมวิวและบางคนก็ sketch ลอกงานเพื่อน …….เราไปด้วยกัน….สนุก ตื่นเต้น ร้อน เหนื่อย เมื่อย ไปตามๆกัน …เราอาจรู้สึกว่าวาดไป ปั้นไปทำไมกันในขณะที่มหาลัยอื่นเค้าไปกันถึงไหนต่อกันแล้ว

    ผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเกี่ยวกับเรื่องการปั้นเท่าไหร่ แต่เพียงลองคิดว่าถ้าเราไม่มีวิชาแบบนี้ เราคงจะไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศอันอบอุ่นในบ้านทรงไทยโบราณยามค่ำคืน มีหรือที่เราจะได้เห็นผู้หญิงมอมแมมโดยมีมือที่ปาดป้ายดินอย่างตั้งอกตั้งใจดดยไม่กลัวสกปรก กี่ครั้งกันที่เราจะสามารถอยู่ในโบราณสถานอย่างสนุกได้ยาวนานขนาดนั้น กี่วัดกันที่เราเคยนอนหรือคิดจะไปแม้ว่าจะอยู่ใกล้ๆ หรือกี่พิพิธภัณฑ์กันที่เราสนใจและคิดที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง

    ในการกระทำของไอ้เมย์ที่ทำกับผมครั้งนั้นมันทำให้ผมเห็นแจ้งแล้วว่า “ควรจะพยายามมองให้เห็นแต่ในด้านดีของคนอื่นถ้าด้านร้ายนั้นมันไม่เผยตัวออกมาจนทำให้ใครต่อใครเดือดร้อน”อาจารย์ถึงทำเป็นไม่เห็น ซีซาร์ หัวเบี้ยวของผม

    เห็นด้วยครับกับการทำอะไรให้อาจารย์

  6. ช่ายจามได้วันนั้นเมามากหลังจากกลับจากบ้านไอ้เหมียนผมอยู่ในรถแทคซี่ที่ไม่มีแอร์แล้วเสือกรถติดพอรถจากรถได้ผมถึงกับสบดออกมาคำใหญ่ว่า กว่าจะแจ้ง…………วัฒธนะ

  7. เสียดายแทนนักศึกษาหลายรุ่นที่ไม่ได้เสพบรรยากาศในค่ำคือมินิคอนเสิร์ตของอ.พยูร
    แกเปิดคอนเสิร์ตโดยไม่รู้ตัวคงเปนผลของอาการข้างเคียงของระบบประสาท
    ในอุบัติเหตุวันนั้นมันไพเราะจับใจถึงขนาด
    ทำให้ในรุ้งงเช้าแม่งมีเปรตเดินดินออกมาเดินอาบน้ำร่วมกับนักศึกษา

    *ขออโหสิกรรมเปรตตัวนั้นไว้ ณ โบราณสถานอย่าได้พบเจอกันอีกเลย

  8. thai dec เป็นอะไรที่เจ๋งมากเลยเนอะ
    จะมีเด็กที่ไหนบ้างว่ะ ได้เรียนอย่างพวกเราอ่ะ
    เตยจำได้แม่นเลยที่ไปนอนวัดแล้วยุงเยอะๆ
    ยุ่งกัดปากไอ้พิณบวมตุ่ย กัดตาไอ้รุ้ง
    แล้วเราตื่นเช้ามาทำบุญด้วยกัน

    โคตรเจ๋งเลยอ่ะ

    อาจารย์ตัวเล็กๆ แต่ก้อแข็งแรงมากๆ
    เดินเร็ว ร้อนก้อร้อน
    แต่ก้อดูมีความสุขที่ได้สอนได้พาเราดูโน่นนี่

    สนุกอะ

    คิดถึงสมัยเรียนด้วย เป็นช่วงที่ดีมากๆเลยเนอะ
    มาทำอะไรให้อาจารยืกันเหอะ

    เบลล์ จัดมา ให้ไว

  9. จำได้ว่าเดินติดหลังอาจารย์แกที่สุด จดไม่ทันตูไม่สน ขอเดินทันแกพูดไว้ก่อนเป็นดี เห้ย!จารย์แกไปไหนแล้ววะ เห็นอยู่หลักๆ

  10. ไปดูนิทรรศการไม่ทันอะ เสียดายโคตรร
    อะ ไม่รู้อะไรซะแล้ว ว่าแผลนั้นเกิดจากความเสียสละที่
    ยิ่งใหญ่ไม่อยากให้ศิษย์รัก ตกจักรยานเฟ้ย

    อือ ทำอะไรให้อาจารย์ดีว่ะ กูจัดเหรอ ช่วยคิดหน่อยดิ

  11. ซึ้งด้วยอ่ะ เขียนโคตรดีเลยหว่ะเหมียน
    คิดถึงอาจารย์จัง ตอนที่แกเมาแล้วร้องเพลงตอนไป surway

    เออๆ คุงชอบเดินตามถามนู่น ถามนี่อาจารย์ เดินตามตลอด แล้วค่อยมาลอกเพื่อนที่หลัง
    เขียนทันไม่ทันไม่รู้ ขอกูได้ถามไว้ก่อน

Leave a Reply