ปลาเป็นบรรพบรุษของคุณนะครับ
วันนี้ว่างจนสามารถไปเดินดู ” โรงเก็บปลา ” ที่สยามพารากอนได้ ที่ได้มีบุญไปดูเพราะมีโปรโมชั่นพิเศษที่สามารนำบัตร Smart Pass ของ BTS ไปใช้ลดราคาได้ครึ่งนึง จาก 450 ก็เหลือแค่ 225 บาท ผมชอบนึกเอาเสมอว่ายังไงราคาค่าเข้ามันก็แพงเกินไป ถ้าค่าตั๋วเหลือซักสามร้อย หรือสองร้อย เด็กตัวเล็กๆก็น่าจะอมยิ้มกันได้มากขึ้น
การตกแต่งที่นี่ทำสวยมากทีเดียว แถมยังมีปลาดาวให้จับอีกต่างหาก ผมเดินไปจับๆดูปรากฎว่าตัวมันแข็งแป๊กยังกะหินก็ไม่ปาน พี่ที่เป็นพนักงานก็ให้ความรุ้ว่าตัวเค้าประกอบด้วยแคลเซียมกว่าร้อยละ 80 เชียวนะ ถ้าไม่ได้มาสัมผัสก็คงไม่เข้าใจว่ามันตัวแข็งขนาดนี้ เห็นในทีวีก็พาลนึกมาตลอดว่าปลาดาวต้องตัวนุ่มนิ่มเหมือนแมงกระพรุนที่เราลวกกินตาม เอ็ม เค
เดินไปตามแท๊งค์ต่างๆก็นึกถึงสารคดีที่เพิ่งได้ดูมา จะมีกี่คนที่รู้ว่าปลานั้นเป็นบรรพบรุษของมนุษย์ก่อนวิวัฒนาการตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานเอาไว้ ความอาจหาญของปลาตัวแรกๆที่เดินเตาะแตะขึ้นมาจากทะเลเพื่อขึ้นมาอาศัยอยุ่บนบกก็ยังมีหลักฐานที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามป่าชายเลน การแก้ปัญหาแรกๆของปลาคือต้องหาทางเคลื่อนที่บนบกให้ได้ เนื่องจากถ้าปราศจากการเคลื่อนที่บนบก ก็ไม่อาจจะออกล่าอาหารแล้วใช้ชีวิตอยุ่บนบกได้ และพวกมันคงจะต้องสูญพันธ์ไปในที่สุด
อวัยวะใหม่ๆที่ปลาพัฒนาขึ้นมาใช้ในช่วงแรกๆคือ ” ตีน ” เหมือนปลาตีนที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามป่าชายเลยนั่นเอง บางตัวก็เอาตีนหดเข้าไปแล้วหันมาเลื๊อยกลายเป็นงูแทน พวกปลาที่มีตีนงอกออกมาก็ยังคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในน้ำอยุ่ โดยการเริ่มใช้ชีวิตในช่วงแรกเป็นตัวอ่อนในน้ำ แล้วค่อยขึ้นมาหาอาหารบนบกตอนโต แล้วก็กลับไปลงน้ำได้เป็นครั้งคราว เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เหมือนอย่างกบเขียดที่เราพบเห็นได้ทั่วไป
ต่อมาพวกกบเขียดมีปัญหามากในการกักเก็บความชิ้นในตัว พวกครึ่งบกครึ่งน้ำบางกลุ่มเลยหันมาพัฒนาชุดเกราะเพื่อใช้ในการป้องกันร่างกาย และกักเก็บอุณหภูมิในตัวจนกลายเป็นสัตว์เลื้อยคลานจำพวกกิ๊งก่าที่เราเห็นกันทุกวันนี้
กิ๊งก่ามีมากขึ้นทุกที บางตัวก็เพิ่มขนาดใหญ่มากจนกลายเป็นไดโนเสาร์ เดินยุ่มย่ามกันให้วุ่นไปหมด พวกกิ๊งก่าหัวใหม่เลยมีความคิดที่ว่าถ้าตัวเองบินได้ก็จะดีมาก เพราะพื้นที่บนน่านฟ้ายังไม่มีใครถือสิทธิเป็นเจ้าของ ” นก “ เลยถือกำเนิดขึ้นมาจากการพัฒนาเกล็ดแข็งๆให้เบาขึ้น และ ชิ้นส่วนที่เป็นแขนก็ยืดยาวออกมาเพื่อให้ตอบรับกับการกางปีกเพื่อโบยบินบนท้องฟ้า
พวกสัตว์เลื้อยคลานที่มีเกล็ดแข็งอีกพวกต้องมีเหตุให้พบเจอกับสภาวะอากาศแบบสุดขั๊วหลังจากที่มีชิ้นส่วนจากอวกาศเข้ามาถล่มโลก ก่อให้เกิดฤดูกาลที่มีอากาศวิปริตแปรปรวนและยาวนานกว่าปกติ ทำให้พวกนี้ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิด้วยเกล็ดได้อีกต่อไป มันเลยต้องพัฒนาเกล็ดให้กลายมาเป็น ขน และกลายเป็นสัตว์เลี๊ยงลูกด้วยนมอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้
สัตว์เลี๊ยงลูกด้วยนมจำพวกนึงหากินบนต้นไม้ การใช้ชีวิตอยุ่บนต้นไม้ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางอวัยวะที่สำคัญสองอย่าง นั่นคือตาที่จ้องตรงไปข้างหน้า และมือที่มีนิ้วยาว ทั้งสองสิ่งมีเอาไว้เพื่อการเคลื่อนที่ที่แม่นยำ จากต้นไม้ต้นหนึ่งไปสุ่อีกต้นหนึ่ง ถ้าปราศจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสองสิ่งนี้ เผ่าพันธ์สัตว์มีขนบนต้นไม้คงต้องหายไปจากโลกนี้นานแล้ว
ซึ่งพวกมันก็คือ ” ลิง “
ลิงในแถบแอฟริกาก่อนยุคบรรพกาลนั้นมีการใช้ชีวิตที่แปลกแยกจากลิงโดยทั่วไป เนื่องจากที่ประเทศแถบอาฟริกามีต้นไม้น้อย แต่อาหารส่วนใหญ่นั้นไปกระจุกตัวกันอยู่ที่ทุ่งราบเสียส่วนใหญ่ ลิงบางกลุ่มเลยเริ่มลงจากต้นไม้เป็นครั้งคราวเพื่อไปหาเศษอาหารที่เหลือทิ้งจากสิงโต หรือหญ้าที่ขึ้นอย่างอุดมสมบูรณ์ในทุ่งราบ
จากครั้งคราวก็เริ่มเป็นพฤติกรรมที่ถาวร จนกลายเป็นสิ่งจำเป็นว่าต้องทิ้งต้นไม้และขยายขนาดของเผ่าพันธุ์เพื่อไปใช้ชีวิตอยุ่บนทุ่งราบ การใช้ชีวิตอยุ่บนทุ่งราบเปี่ยมไปด้วยอันตราย เพราะมักจะมีนักล่าคอยซุ่มโจมตีพวกลิงกลุ่มนี้เสมอ การพัฒนาที่สำคัญมากคือการหาวิธีให้มองเห็นภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาก่อนที่จะสายเกินไป
ลิงพวกนี้เริ่มยืนด้วยสองขา เพื่อเพิ่มขอบเขตของการมองเห็นอันตราย
พวกลิงปัญญาอ่อนที่เดินสี่ขางกๆก็โดนนักล่าทั้งหลายแดกตายห่าสูญพันธ์ไปตามๆกัน พวกลิงที่สามารถยืนสองขาได้ก็เริ่มวิวัฒนาการมาเป็นการทรงต้วด้วยขาสองข้างแบบถาวร พวกลิงนี้ขยายขนาดขึ้นไปอีกหลายเท่า
มนุษย์ยุคเริ่มแรกก็ถือกำเนิดขึ้นมา เรียกว่า โฮโมอีเร็คตัส หรือ มนุษย์ที่ยืนหลังตรงด้วยขาสองข้าง
เนื่องด้วยขนาดสมองที่ใหญ่ขึ้นมนุษย์แรกเริ่มพวกนี้เริ่มรุ้จักการสื่อสารเป็นทีม เพื่อใช้ในการล่าสัตว์ และการอยุ่ร่วมกันอย่างเป็นสังคม อาหารหลักของพวกมนุษย์เปลี่ยนจากการกินพืชมาเป็นการกินเนื้อแทน สัตว์จำพวกกินเนื้ออย่างสิงโตสามารถอยุ่ได้โดยไม่ต้องกินอะไรเลยถึงสามวัน ส่วนพวกม้าลายหรือสัตว์กินพืชอื่นๆต้องใช้เวลาทั้งวันเพื่อเละเล็มหญ้ากักตุนอาหาร มนุษย์แรกเริ่มจึงมีเวลาว่างจากการหาอาหารมาทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย
เช่นการวาดรูปบนผนังถ้ำ การคันพบไฟ การสร้างเครื่องมือ และการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆรอบตัว
แล้วมนุษย์ชั้นสูงก็วิวัฒนาการขึ้นอย่างรวดเร็ว โฮโมซาเปี๊ยน หรือ มนุษย์อันชาญฉลาด ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนผิวโลก คนพวกนี้มีขนาดสมองที่ใหญ่มาก พวกเค้าเริ่มค้นพบวิธีการปลูกพืชและการทำปศุสัตว์ทำให้วิถีชีวิตที่ต้องย้ายไปย้ายมาตามถ้ำนั้นหายไป คนพวกนี้เริ่มลงหลักปักฐาน และเริ่มสร้างสังคมเมืองขนาดใหญ่ งานสถาปัตยกรรม งานศิลปะ และ ศาสนา ก็ทยอยกันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อด้วยการบันทึกองค์ความรุ้ต่างๆลงบนก้อนดินอบ หรือกระดาษเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรุ้และพัฒนาวิทยาการเหล่านั้นให้้สูงขึ้นไป
เรื่องต่อจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์ที่คุณกับผมนั้นรุ้ดี สงคราม การแก่งแย่ง และโศกขนาษฐกรรม
จะคุณหรือผมก็เกิดมาจากปลาฝูงเดียวกันทั้งนั้นละครับ
อาม่าเคยด่าผมบ่อยๆเวลาแกทำปลากระพงนึ่งมะนาวมาให้กิน แกบอกว่าเราควรจะเคารพของกิน อย่าไปทำแล่นๆเขี่ยซ้ายเขี่ยขวา หรือเอาเนื้อปลาไปหย่อนเล่นในแก้วน้ำ แกบอกมันเป็นบาป แต่ก่อนผมก็ไม่เคยเข้าใจความหมายที่อาม่าบอก เพราะอย่างไรเสียมันก็แค่ปลาตัวนึง
เดี๋ยวนี้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ว่าถ้าไม่มีฝูงปลากล้าหาญที่เบื่อทะเลกลุ่มนั้น ผมคงไม่ได้มานั่งลอยชายอยุ่ตรงนี้เป็นแน่ อาจจะมีก้อนอะไรกลมๆมนๆสีเขียวๆขึ้นมาเป็นจักรพรรดิของโลกแทนก็เป็นได้
วันหลังก่อนจะกินปลาก็ไหว้เค้าซักทีแล้วกันนะครับ


oh..รวดเร็วจิงๆเลยคุณ pat, คนหน้าในรูปที่อยู่หน้ากระจกนี่คุ้นๆนะ by the way เขียนดีจังขอ copyไปให้คนหน้ากระจกอ่านนะ
แม้จะชอบบอกใครๆว่าเป็น “เด็กกรุง”
แต่แท้จริง กลับได้ใช้ชีวิตออกนอก “กรุง” ทุกทีๆ
ปัจจุบันเป็นเด็กที่ต้องเข้ากรุงไป “พารากอน” คล้ายๆกับสมัยก่อนที่เราเข้าเมืองไปดู “ไฟ”
อยากไปเหมือนกันครับ
ดูเหมือนว่าเราจะหากิจกรรมทำในเมืองกรุง ยากขึ้นทุกทีๆ กิจกรรมที่มีเสนอให้กูมักอยู่ในช่วงเวลายามดึก มากขึ้นทุกที เช่นกัน
ไม่ว่าปลาจะเป็นบรรพบรุษหรือไม่
กินปลาลาไหว้ครับ
จบแบบ มึนเล็กๆ
เป็น การ เล่า เรื่อง ที่ เคย รู้
ให้ นึก ได้ และ ง่าย ที่ จะ จำ ต่อ ไป ว่า
ก่อน กิน ปลา ต้อง ไหว้ ก่อน จึง จะ ดี ^_____^
*แวะมาทักทาย “สวัสดีค่ะ” ^O^
แล้วจะแวะมาอีกนะคะ ที่นี่ มีความรู้เยอะดีค่ะ