อาจารย์ที่รัก (2)
ช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษในโรงเรียนสถาปัตยกรรมแห่งหนึ่งในลอนดอน ผมได้พบปะกับผู้คนในวิชาชีพหลายคนซึ่งเป็นการเปิดโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความคิด และการโต้เถียงที่รุนแรง หากแต่มีมนุษย์อยู่คนนึงที่ตัวผมเองไม่เคยเถียง ไม่คิดจะเถียง และไม่รู้จะเอาอะไรไปเถียงแก เพราะถ้าทำไปก็คงเป็นเหตุผลไร้สาระข้างๆคูๆ เหมือนตักน้ำเติมเขื่อนให้เต็มด้วยกีบม้าก็ไม่ปาน
คนๆนั้นเป็นอาจารย์ที่เป็นคนสอนปริญญาโทผมเอง
แกชื่อ ไมเคิล ไวน์สต๊อก
ดูจากภายนอก ไมค์ เป็นชายแก่ที่หัวขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยปรุประและแผลเป็นประปราย เขามักจะใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาวกับกางเกงผ้าสีดำตัวโคร่งๆ และใส่รองเท้าแตะขัดหนังสีดำ จิบกาแฟในถ้วยกระดาษสีขาวอยู่ที่บาร์ในมหาลัย ถ้ามองผ่านๆก็เหมือนมีนกกระจอกเทศสีขาวตัวโตๆยืนเก๊ๆกังๆ และกำลังคุยกับคนรอบข้างอย่างเป็นมิตร ตาสีฟ้าของเขามักเป็นประกายเมื่อพูดถึงสิ่งที่แกสนใจและทุ่มเทให้มากที่สุดในโลก ซึ่งนั่นคืองานสถาปัตยกรรม
แถมไมค์ยังมีอารมณ์ขันที่ร้ายกาจ ผมเคยถามไมค์ครั้งนึงในปลายฤดูหนาวว่า
” เฮ้ คุณตัดผมเหรอนั่น? / Hey Did you cut your hair? ”
” ออ ไม่หรอกมันหลุดออกไปเอง ขอบคุณมากที่ถาม / No, it’s just fell off, Thanks for asking “
หลังจากนั้นผมก็ไม่ค่อยได้คุยเล่นกับไมค์บ่อยนัก (เรื่องการถามคำถามที่รู้ๆกันอยู่เป็นนิสัยส่วนตัวของผมที่แก้ลำบาก เช่นป้าแถวบ้านกำลังซักผ้า ผมก็จะถามแกว่าทำอะไรอยู่ เราจะมาพูดเรื่องนี้กันในคราวหลัง)
ไมค์ เกิดที่เยอรมันนีและมาเติบโตในโรงเรียนนานาชาติ ที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงอายุ 18 ปี เขาอ่านหนังสือเล่มนึงที่ชื่อ Conrad แล้วก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปทำงานอยุ่ที่อู่ต่อเรือริมทะเล เขาเริ่มสนใจงานสถาปัตยกรรมหลังจากนั้นนานมาก แต่พื้นฐานที่อู่ต่อเรือสอนให้ ไมค์เข้าใจในสัดส่วน วิธีการเขียนแบบ และวิธีการก่อสร้างที่ซับซ้อน
แนวคิดทางสถาปัตยกรรมของไมค์นั้นไม่ธรรมดา เค้ารู้สึกเสมอว่าการสร้างอาคารดีๆซักหลังมีวิธีการมากกว่าการเพ้อเจ้อเรื่องไร้สาระเกี่ยวกับความต่อเนื่องของพื้นที่ กับความซับซ้อนทางความงามที่วัดค่าและหาแก่นสารไม่ได้ ทุกอย่างต้องแจกแจงตรวจสอบ และวัดผลเปรียบเทียบได้เสมอ สถาปัตยกรรมของเขาเป็นวิทยาศาสตร์เต็มตัว ทั้งวิธีการและแนวความคิด ดังนั้นการแทนค่าเชิงเปรียบเทียบ(Metaphorism) สำหรับไมค์เป็นเพียงอาชญากรรมที่ร้ายกาจ
ในวิชาคาบหนึ่งเกี่ยวกับการศึกษาเทคโนโลยีในงานออกแบบ ไมค์บอกกับนักเรียนว่าเค้าสามารถเอาบทความเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมที่มีเขียนเอาไว้มากมายเกลื่อนกลาดในนิตยสาร มาแปะได้เต็มผนังตึกสูงๆได้สบายๆ แต่บทความเหล่านั้นก็ไม่ได้มีสาระอันใดที่สำคัญ (ไมค์เรียกงานพวกนี้เสมอว่า Crap หรือ Bullshit) เพราะสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย คนเขียนสามร้อยคนก็ผลิตงานวิจาร์ณที่แตกต่างกันออกมาสามร้อยแบบ ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามพื้นฐานของความรู้และประสบการ์ณของแต่ละบุคคล หากแต่การศึกษางานสถาปัตยกรรมที่แท้จริง คือการทำความเข้าใจถึงจุดประสงค์ วัสดุ และวิธีการก่อสร้างที่อยู่เบื้องหลังอาคารชิ้นนั้นๆมากกว่า
ช่วงเวลาที่ไมค์เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดคือตอนที่นักศึกษานำเสนองานออกแบบ เขาจะมานั่งลงที่เก้าอี๊พลาสติกสีดำ แล้วเอนหลังเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวสั้นๆเพื่อชี้นำนักศึกษาก่อนที่จะนำเสนองานชิ้นนั้นๆ ไมค์จะฟังที่ทุกสิ่งที่คุณพูดอย่างตั้งใจ และระหว่างนั้นจะเขาเอามือข้างนึกพาดอกเอาไว้เป็นฐานให้มืออีกข้างลูบๆคลำๆเคราสีขาวๆที่ขึ้นบางๆอยู่รอบปาก บางทีก็เอาริมฝีปากซ่อนใต้ฟันและยิงฟันทำท่ากัดกรามเหมือนสิงโตแก่ๆ พอคุณบรรยายงานจบ เขาจะชิงกล่าวก่อนเสมอว่า
” ผมคิดว่าสิ่งที่คุณนำเสนอมานั้นเยี่ยมมาก โดยเฉพะาส่วนที่คุณพูดเกี่ยวกับ…..แต่ / I think what you did is great in that particular section where you talked about….. but!! ”
หลังจาก ” แต่ ” คุณก็เตรียมนิพพานได้เลย
เพราะคุณจะไม่มีวันสมบูรณ์แบบ
ไม่มีทางจริงๆ (ผมเน้นอีกครั้ง)
ช่วงเวลาหนึ่งปีภายใต้การดูแลของไมค์ เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งความคิดและการวางตัว คำว่า ” ทำงาน ” ถูกตีกรอบแยกออกจากคำว่า ” เล่นๆ ” อย่างสิ้นเชิง งานทุกชิ้นล้วนมีจุดหมายที่ชัดเจน มีวิธีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมั่นคง ไมค์เป็นคนที่ผมนับถือทางด้านวิชาการว่า ” เก่ง ” มากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตตอนนี้
ตอนนี้ ไมเคิล ไวน์สต๊อก สอนอยู่อย่างมีความสุขที่ The Architectural Association School of Architecture (AA) ในลอนดอน หรือที่ๆเค้าเรียกว่าบ้านหลังที่สอง
ผมคิดว่าการที่ผมได้เรียนกับเค้าปีนึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญซะทีเดียว


ท่าทาง จะเป็นคนใจดีนะเนี่ย.. หุ่นก็ดี.. หึหึ
นึกภาพตามได้เลย ตอนที่บอกว่า อาจารย์นั่งฟัง เอามือหนึ่งวางบนอก อีกมือก็ลูบๆ คลำๆ
เหมือนกำลังคิด.. วิเคราะห์ในสิ่งที่กำลังฟังอยู่
..
ไมค์ไม่ใช่คนใจดีเลยครับ
เขามักอารมณ์เสียอยุ่บ่อยๆ เพราะด้วยความที่เขาเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์
บางทีเขามักด่านักเรียนด้วยถ้อยคำที่หยาบคายรุนแรง แต่ก็จะขอโทษภายหลังทุกครั้งไป
ผมทึกทักเอาเองว่าคุณมุกแอบชอบอาจารย์ผมอยู่
แต่เสียใจด้วยครับ ผู้หญิงที่ใส่เสื้อสีขาวยืนอยุ่ข้างเขานั้นเป็นภรรยาของเขาเอง
ตอนนี้ลูกชายของไมค์กำลังจะแต่งงานกับสาวญี่ปุ่นอีกต่างหาก ไมค์ ต้องเดินทางไปงานแต่งงานถึงสองที่ทั้งที่ประเทศอังกฤษ และที่ญี่ปุ่น สรุปคือหมดหวังทั้งพ่อทั้งลูกครับ
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เห้ยไอ้วี สำนวนมึงร้ายว่ะ โดนใจผม (กู) เลย
ต้องแต่ได้รู้จัก บล็อคนี้ผมก็แวะเวียนมาอยู่บ่อยๆ
อ่าน”เพลิน”ยืนยัน
มาคิดๆดูแล้ว จริงๆแล้วตอนที่เรียนอยู่ เราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่นัก
อาจเป็นเพราะเราไม่เคยอยู่ห้องเดียวกันก็เป็นได้
ที่มาพูดซึ้งย้อนความหลัง ไม่ใช่ว่าผมเป็นเกย์ หรือ จะชวนมึงไปเลี้ยงแกะด้วยกัน
เพียงแต่รู้สึกดีใจ ที่อย่างน้ิอยได้มาเจอกันที่นี่
ผมว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญเหมือนกัน
ด้วยรักและเคารพ
:->m’26
ป.ล ไปงานเลี้ยงรุ่นไหมนิ
ไปครับ
คุณ คุณ.. ทำไมมีการเข้าไปเปลี่ยนข้อความใน comment ด้วยล่ะ.. เมื่อวานอ่าน ยังไม่มีย่อหน้าแรกเลย..
แต่ไม่ใจดีเหรอ? แต่งงานแล้วเหรอ? ลูกชายก็ไม่ทันอีก.. เฮ่อ.. ชวด ฉลู ขาล เถาะ มากเลย.. เป็นโฉดต่อไป…
:p
ปล. สรุปว่า ๒ คนนี้ เพื่อนกัน? ใช้สรรพนาม ได้สับสนมากค่ะ.. ผม และ มึง.. ๕๕
เรื่องของการใช้ภาษาอันรุนแรงของไมค์เป็นเรื่องนึงที่ผมลืมเขียนไปสนิทใจ
เค้าสามารถด่าคุณว่า ” ไอ้ห่าเอ๊ยทำแบบนั้นมาทำไมวะ !!! ”
แล้วค่อยบอกตอนหลังว่า ” ผมขอโทษที่พูดแบบนั้นไป หวังว่าคุณคงไม่โกรธผม ” ได้อย่างหน้าตาเฉย
ผมว่านี่เป็นนิสัยเสียส่วนตัวที่แย่มากสำหรับเค้า
เข้าข่าย ตบหัวแล้วลูบหลัง
พอดีกับที่คุณมุกเกริ่นถามมาว่าเค้าเป็นคนใจดีหรือเปล่า?
ซึ่งเค้าก็ไม่เลยครับ เป็นคนจริงจังและซีเรียสกับการทำงานมาก ออกจะตึงๆไปด้วยซ้ำ
ผมเลยคิดว่าจะเขียนเรื่องนี้ด้วย เลยกลับไปเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมใน commment เสียใหม่
หลอกให้คุณมาอ่านอีกซักรอบ
งานเขียนผม dynamic ดีมั๊ยละครับ