Emotional images

•July 17, 2007 • 3 Comments

เคยนั่งวาดรูปแสดงความรู้สึก หรือเหตุการ์ณบางช่วงเอาไว้ใช้ใน เอ็ม เอส เอ็น แถมยังเคยมีคนบอกว่าสิ่งที่ผมทำอยุ่นั้นไร้สาระสิ้นดี แต่ผมก็ว่างจริงๆ และไม่มีอะไรทำด้วย กลับมาดูยังไงผมก็ว่ามันไร้สาระจริงๆนั่นละ แต่ตัวการ์ตูนพวกนี้ยังไงก็ทำให้ผมอมยิ้มทุกทีที่ได้เห็น 

expression-no3.jpg

รูปนี้เขียนเพราะผมเกลียดแมลงสาบเข้าไส้ อย่าให้มาพบหน้ากันก็จะเป็นมงคลแก่ชีวิตมากๆ

expression-no7.jpg

เคยอยากพักงานมากินกาแฟบ้างมั๊ยครับ

expression-no4.jpg

การอาบน้ำเป็นการปลดปล่อยความครียดที่ดีอย่างนึงของมนุษย์

expression-no14.jpg

ภาพนี้วาดในช่วงคริสต์มาส เป็นซานตาที่โดนขโมยกวางเรนเดียร์ไป อย่างงี๊จะไปให้ของขวัญเด็กๆได้ยังไงละเนี่ย

expression-no17.jpg

มีอยุ่ช่วงนึงที่ละครเกาหลีเรื่อง แด จัง กึม ดังเป็นพลุแตก ใครๆก็อยากทำอาหารเกาหลีเป็น แต่ผมอยากมีหนวดแบบใต้เท้า มิน จุง โฮ มากกว่า

มีอยุ่ช่วงนึงที่พยายามจะตั๊งชื่อให้เจ้าตัวนี้ แต่ยังไงก็คิดชื่อที่เหมาะสมไม่ออกซักกะที เลยปล่อยให้เลยตามเลย กลายเป็นตัวการ์ตูนนิรนามไปโดยปริยาย

ขอโทษด้วยนะครับ คุณอะไรก็แล้วแต่ 

Back to school

•July 13, 2007 • 3 Comments

ฟังข่าวเรื่องนักศึกษาปีสอง มหาวิทยาลัยเนรศวรคนนึง ถ่อไปฟ้องศาลปกครองเรื่องไม่ได้เข้าเรียน ม4 ทั้งๆที่สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งก็พอจะเห็นใจ ว่าการเรียนไม่ได้จำกัดอยุ่ที่เรื่องอายุ หากแต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดทั้งชีวิต

พาลคิดว่าถ้าได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเด็กๆอีกครั้งด้วยความรู้สึกนึกคิดตอนที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวคงจะดีไม่น้อย ไม่ต้องมีความรับผิดชอบอันใด นอกจากอยุ่ในห้องเรียน นั่งวาดรูปเล่นตอนเรียนเลข นั่งสร้างประติมากรรมหยดน้ำสีขาว ด้วยลิควิดเปเปอร์บนโต๊ะซักห้าหกก้อน แล้วนอนหลับเอาข้อศอกไปพาดให้มันเปื้อนเล่นๆ พักกินนมถุงเกษตรรสตอร์เบอร์รี่แล้วรอขอกินอีกถุงที่เหลือของเพื่อนที่ไม่มาโรงเรียน

ถ้าได้กลับไปคงเรียนให้น้อยลง แล้วทำกิจกรรม กับทำเรื่องไร้สาระให้มากขึ้น

ถ้าได้กลับไป ผมจะไม่ตอบคำถามอะไรจากอาจารย์ แต่ผมจะเถียงอาจารย์ในทุกเรื่องเท่าที่เป็นไปได้ ผมจะเข้าเรียนสายวิทย์ เพราะผมอยากเรียนชีววิทยา กับฟิสิกซ์ ผมจะคุยกับเพื่อนทุกคน ประหนึ่งเพื่อนที่สนิทกันมาชั่วชีวิต ผมจะโดดเวรทุกอาธิตย์ ผมจะจัดบอร์ดวันพ่อให้เป็นรูปทรงสามมิติประหลาดๆ ผมจะซื้อปืนอัดลมมายิงยาม ผมจะเอาปลาทองใส่ในตู้น้ำที่ระเบียงทางเดิน ผมอยากทำโฆษณากีฬาสีด้วยเทคนิค Installtion Art ผมจะทำบ้านผีที่งานประจำปีให้น่ากลัวกว่าเดิมซักสิบเท่า ผมอยากเล่นดนตรีบนเวทีอีกซักครั้ง ผมอยากประกวดฮ๊อตเวฟ ผมอยากเข้าโปรแกรมแลกเปลี่ยน ผมจะโดดหอตอนไปเรียนลูกเสือซักห้ารอบ ผมอยากทำอะไรอีกตั้งหลายอย่าง 

ผมกลับไปไม่ได้แล้ว

เรื่องที่น่าเศร้าใจมากที่สุดในการเกิดมาเป็นมนุษย์ก็คือ ” เวลา “

ไม่สงสัยทำไมพวกฝรั่งตาน้ำข้าวถึงได้วิจัยเรื่องเครื่องย้อนเวลาแบบเอาจริงเอาจัง ตอนนี้พัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถส่งโมเลกุลหน่วยนึงไปอนาคตได้แล้ว แต่ก็ยังเป็นสมมติฐานล้วนๆ จะยืนยันว่าได้ผลจริงก็ต่อเมื่อมีโมเลกุลอีกหน่วยนึงส่งกลับมา

ตอนนี้วิธีเดียวที่จะทำให้คนกลับไปชื่นชมความสุขจากอดีตได้คือการนอนหลับ

แล้วก็ฝันเอา

แม่เอง

•July 11, 2007 • 8 Comments

ถามใครๆก็รู้ว่าแม่สามารถรักลูกได้ขนาดไหน

ถามคุณหมูแฮมดูก็ได้นะครับ

ว่าทำไมคุณแม่ถึงไปเยี่ยมไข้ผู้คนที่ประสบเคราะห์กรรมตามโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศไทย คนที่โดนคุณหมูแฮมดับเครื่องชน เหมือนในหนังฮอลลีวู๊ดแบบที่มีฉากการไล่ล่าอย่างที่เราเคยเห็นกัน หากแต่นี่เกิดขึ่้นจริง คนขับรถเมล์โดนก้อนหินฟาดหัวเหมือนในหนังจีนตอนพระเอกใช้ฝ่ามือกระแทกหัวหน้าพรรคกระยาจก มีคนที่ไม่รุ้อิโหน่อิเหน่โดนรถเหยียบจนขาดใจตาย แถมคุณพ่อยังออกมาโวยวายก่นด่า ว่าพนักงานรถเมล์เป็นถั่วงอก เป็นหัวผักกาด ไม่มีการศึกษา เป็นชนชั้นต่ำ มีสิทธิอันใดเอาส้นตีนมารุมเหยียบลูกชายอันเป็นที่รัก

ที่นี่ไม่ใช่ประเทศอินเดียนะครับ

พูดกันแบบนี้ก็ตายกันพอดี

ตอนนี้คุณพ่อกับคุณลูกก็ต้องนั่งนิ่ง เพราะโดนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท พนักงานรถเมล์ยังต้องออกมาโวย ” ถึงจนก็มีศักดิ์ศรี มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน จะเอาตีนเหยียบหน้าใครมันก็สิทธิของผมนะครับ “

คนที่น่ายกย่องมากที่สุดในเหตุการ์ณนี้คือคุณแม่ของคุณหมูแฮม ที่แบกท้องเด็กคนนึงมาเก้าเดือน ตามเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวมาตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้ก็ยังต้องมาทำอยุ่ น้ำใจของคุณแม่ท่านนี้เป็นของจริง นักข่าวตามไปถ่ายภาพตอนไปเยี่ยมนักศึกษาที่บาดเจ็บคนนึงที่โรงพยาบาล สีหน้าอาการที่แสดงความห่วงใยต่อเหตุการ์ณที่เกิดขึ้น ดูก็รุ้ว่ามาจากข้างใน ดูทีวีอยุ่ก็ยังรุ้สึกได้

” ตอนนี้น้องหมูแฮมยังอยุ่ในอาการหนักนะคะ มีผลกระทบทางด้านจิตใจมาก “   

คุณแม่รักลูกตัวเองได้ขนาดไหน ดูจากเรื่องนี้ก็พอจะคาดเดาได้

น่าสงสารคุณแม่มากที่สุด อย่างที่ท่านพุทธทาสกล่าวเอาไว้ว่า ” ลูกก็เป็นอนุสาวรีย์ของพ่อแม่ “

ขอให้ครอบครัวทุกครอบครัวผ่านเหตุการ์ณนี้ไปได้ด้วยดีนะครับ

แต่เอาเทปกาวพันปากคุณพ่อไว้นิดนึงก็จะดีมากทีเดียว

The Persuit Of Happ(y)ness

•July 5, 2007 • 5 Comments

ชายหนุ่มผิวดำเดินไปส่งลูกที่สถานดูแลเด็กซอมซ่อที่มีเจ้าของกิจการเป็นคนจีนแก่ๆ ที่ด้านหน้าบ้านมีพื้นผิวกำแพงแคบๆ เปรอะเปื้อนไปด้วยตัวอักษรยุ่งๆ และกราฟฟิตี๊อันไร้รสชาติ ใต้คำว่า Fuck ที่เขียนด้วยสีเสปรย์สีดำ มีคำอยุ่อีกคำนึงข้างใต้เขียนว่า Happyness ชายหนุ่มสะดุดและหยุดมองก่อนที่จะเดินออกไปทำงาน

มันน่าจะเป็น Happ(i)ness ไม่ใช่ Happ(y)ness

เค้าเสียเวลาพอควรกับการอธิบายให้พนักงานทำความสะอาดชาวจีนฟังอย่างเอาเป็นเอาตายว่า ” ความสุข “ มันสะกดยังไง ด้วยความหวังว่ากลัวลูกชายจะมาอ่านแล้วเอาไปใช้แบบผิดๆ

ดูหนังเรื่อง The Persuit Of Happiness จบแล้ว ถึงได้เข้าใจว่าระดับความสุขมันวัดกันด้วยอะไร ตัวเอกเป็นพ่อลูกสองคนในเรื่องกว่าจะได้พบเจอกับ ” ความสุข ” ก็ปาเข้าไปตอนท้ายเรื่อง หลังจากที่เดินขายเครื่องแสกนกระดูกตามโรงพยาบาล วิ่งตามยิปซีที่ขโมยของที่มีมูลค่าเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนไป เมียทิ้ง โดนไล่ออกจากบ้าน โดนยึดเงินภาษี นอนในห้องน้ำสาธารณะ โดนเพื่อนโกงเงิน 14 ดอลล่าร์ และอื่นๆอีกมากมาย

ความสุข วัดกันด้วย ปริมาณความทุกข์ ที่สั่งสมมาก่อนหน้านี้นั่นเองครับ

เขียนเป็นสมการง่ายๆก็ ความสุข(10x) = ความทุกข์(x) โดย x เป็นจำนวนครั้งที่เกิดขึ้น 

ของผมเอง เกิดขึ้นครั้งนึงตอนที่ไปเข้าฝึกภาคสนามที่เขาชนไก่ เป็นการปิคนิคสุดหฤโหดของการเป็นนักศึกษาวิชาทหาร จำได้รางๆว่าวิ่งผ่านน้ำประมาณทีหรือสองทีเป็นอย่างสูง ความอยากอาบน้ำก่อตัวรวมกันทุกวันๆ นับตั้งแต่สันรองเท้าลงไปเตะบนพื้นคอนกรีตบนถนนที่เขาลูกนั้น เป็นวลาร่วมอาธิตย์

พอกลับมาที่บ้านสิ่งแรกที่ทำคือการทิ้งสัมถาระทุกอย่างแล้วเดินไปเปิดฝักบัวให้น้ำไหลแรง

น้ำระลอกแรกที่ผ่านตัวไปเฉยๆ แล้วเปลี่ยนเป็นสีดินลูกรังแดงเถือก ก่อนจะตกลงพื้นกระเบื้อง จำได้แม่นยำว่า เป็นการอาบน้ำที่มีความสุขที่สุดในชีวิต ปรากฎการ์ณครั้งนี้สามารถเขียนเป็นสมการได้อย่างง่ายดายว่า

ความสุข = การได้อาบน้ำ

ความทุกข์ = การไม่ได้อาบน้ำและยังต้องแบกปืนไรเฟิลปลดระวาง เดินไปร่วมหลายสิบโล ในเสื้อทหารที่ใส่มาสามวันแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ซักซะที

เอามาเข้าสูตรก็จะกลายเป็น ความสุข(10x) = ความทุกข์(x) โดย x = 5 เพราะไปฝึกภาคสนามห้าวันเต็มๆ ดังนั้นความสุขที่ได้จากการอาบน้ำหลังจากนั้นก็เท่ากับ 50 happy นะครับ ( happy เป็นหน่วยวัดความสุข )

ดังนั้นความสุขจะสะกดยังไงก็ช่างมันเถอะครับ เอาแต่เข้าใจความหมายมันก็น่าจะเพียงพอ

   

  

My Greatest Hits

•July 4, 2007 • 7 Comments

สามวันก่อนดูซีรี่ย์เรื่อง Lost Season 3 จนจบไปเรียบร้อย สนุกตื่นเต้นจนไม่คิดว่าทั้งชีวิตนี้จะได้มีโอกาสดูอะไรที่สนุกขนาดนี้อีกหรือเปล่า มีอยุ่ตอนนึงในแผ่นสุดท้ายที่ตัวละครหลักตัวนึงของเรื่องจะต้องตาย

พี่แกชื่อ ชาร์ลี เป็นอดีตร๊อคสตาร์ที่เครื่องบินตกจนมาติดเกาะกับพวกๆของมัน เล่นโดย Dominic ที่เคยฝากผลงานเอาไว้เป็นฮอบบิทในเรื่อง Lord of The Ring ( จริงๆแล้วตัวจริงแกก็ไม่ได้เตี๊ยขนาดนั้น ) 

ชาร์ลีย์เลยเขียนเหตุการ์ณที่ประทับใจในชีวิตมาห้าอย่างเพื่อส่งให้คนรักที่อยุ่บนเกาะได้อ่าน เขาเรียกสิ่งที่เค้าเขียนว่า My Greatest Hits หรือเหตุการ์ณสุดประทับใจในชีวิต

ผมเห็นแล้วก็อยากเขียนกะเขาบ้าง

Track 1

ตอนอนุบาลสอง คุณครูที่โรงเรียนจะให้นักเรียนตัวเล็กๆได้นอนกลางวัน เพราะเด็กต้องการการพักผ่อนคิดเป็นอัตราส่วนต่อจำนวนวันมากกว่าผู้ใหญ่ ห้องเรียนที่ใช้ก็จะถูกแยกย้ายจัดโต๊ะออกไปโดยเวรประจำที่ทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันทุกอาธิตย์ แล้วนักเรียนจะเอาที่นอนมาปูเรียงๆแล้วเอาหัวชนกันประมาณสามสี่แถว ที่ฟูกแต่ละชิ้นก็จะมีผ้าปูที่นอนที่มีรูปสัตว์พิมพ์ติดอยุ่ นัยว่าเป็นการระบุถึงตัวตนของเจ้าของที่นอน เวลามีคนฉี่ราดจะได้ป้ายความผิดให้คนอื่นไม่ได้ 

ผมได้รูปกุ้ง ใครๆก็เรียกผมว่า ” ไอ้กุ้ง “

เรื่อง Track 1 ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าผมเป็นสัตว์ตัวไหน แต่มันเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงอีกคนนึงที่นอนเอาหัวชนตรงข้ามกับผม ถึงตอนนี้ก็ยังจำไม่ได้ซักทีว่าเธอได้รูปตัวอะไร แต่บ่ายๆวันหนึ่งที่พอเด็กนักเรียนกินนมขวดกันเสร็จแล้ว ทุกคนก็เข้านอน

ยกเว้นผม

ไม่รู้วันนั้นคิดห่าอะไรอยู่ ผมรอจังหวะที่เด็กทุกคนดูพล่อยหลับเกือบหมด แล้วหันรีหันขวางไปดูอาจารย์ว่าแกยังอยุ่ที่โต๊ะง่วนกับการตรวจงานนักเรียนเหมือนปกติหรือเปล่า พอทุกสิ่งทุกอย่างดูจะแบนความสนใจไปที่อื่น นอกจากเด็กนักเรียนชายที่ได้ผ้าปูที่นอนรูปกุ้ง ผมก็เลยเอื้อมคอไปที่เด็กนักเรียนหญิงคนนั้นที่นอนเอาหัวชนอยุ่ตรงข้ามกัน

แล้วหอมแก้มไปหนึ่งที ( ทีเดียวจริงๆ )  

ฝ่ายหญิงก็ตื่นมาด้วยความงุนงง ผมก็ได้แต่จ้องหน้าแล้วก็ยิ้มแป้น

เธอก็ยิ้มตอบด้วยทีนึง

แล้วเราก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย

Track 2

ช่วงเรียนลูกเสือตอน ป ห้า ต้องไปเข้าค่ายหฤโหดที่ไหนซักแห่งในประเทศไทย นักเรียนปห้าตัวเล็กๆทุกคนต้องไปร่่ำเรียนศึกษาวิชาการเอาตัวรอดในป่ากับอาจารย์ที่แสนจะใจดี วันสุดท้ายอาจารย์จะปล่อยเหล่าลูกเสือ และ เนตรนารี ทั้งหลายไปอยุ่ที่ปลายทุ่ง เพื่อฝึกวิชาสุดเพี๊ยนที่เรียกว่า ” หลบหลีกหลีกหนี ” จุดมุ่งหมายคือการฝึกให้นักศึกษา รุ้จักการหนีเอาตัวรอดในสภาวะสงคราม

ก่อนเข้าฝึกจริงจะมีเหล่าทหารที่เคยผ่านสงครามเวียดนามมาสัมนาให้นักเรียนฟังถึงความโหดร้ายของการฝึกครั้งนี้ โดยการยกตัวอย่าง หลุมพราง กับดัก การสอบสวนโดยการทรมาน และ รูปแบบการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจริงในสงครามเวียดนาม

จำได้ว่าแค่ตอนฟังก็จะร้องไห้แล้ว

เวลาจริงในสมรภูมิที่อาจารย์จัดขึ้นนั้นเกินบรรยาย มีระเบิดจริงดังอยุ่ไกลๆ เป็นระยะๆ มีทหารเดินจับลูกเสือเนตรนารี ที่ซ่อนตัวไม่ดี พร้อมยังยิงปืนกระสุนเปล่าให้เสียงดังๆขุ่ไปด้วย แถมบางรายยังโยนประทัดขึ้นกลางอากาศเพื่อสร้างความประหวั่งพรั่นพรึงให้เด็กนักเรียน เหล่าลูกเสือ เนตรนารี จะเกาะตัวกันเป็นกลุ่มๆ ด้วยความกลัวจะโดนทหารจับ เพราะถ้าโดนจับก็จะโดนยึดเครื่องแต่งกายเอาไว้หนึ่งชิ้น แล้วปล่อยไปวิ่งต่อ

จุดหมายคือการวิ่งกลับไปที่แคมป์ โดยการใส่เกียร์หมาสลับกับการซ่อนตัวในพุ่มไม้ แล้ววิ่งขึ้นเหนือตลอด จำได้ว่าทุกคนมาถึงที่แคมป์ด้วยเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ภาพที่ติดตาคือลูกเสือหลายตัวกอดกันร้องไห้ บางคนก็นั่งหอบแดกอยุ่ตรงชิงช้า เนตรนารีบางคนถึงกับนอนฟุบด้วยความเหนื่อยอ่อน มีอาจารย์เวะเวียนเอายาดมมาอุดจมูกให้เป็นระยะๆ

แต่สิ่งที่ทุกคนแชร์ร่วมกันคือความรุ้สึกดีใจเหมือนได้ชีวิตใหม่

” กูรอดแล้ว มาซาโตะ ”

Track 3

ตอนตรวจคะแนนเอ็นทร๊านซ์เป็นช่วงเวลาที่ลุ้นที่สุดในชีวิต เพราะเป็นการสอบครั้งที่สอง และครั้งแรกก็ทำคะแนนเอาไว้ไม่ค่อยจะสุ้ดีเท่าไร ไปดูคะแนนสอบผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านไอ้โต๊ มันค่อยๆเอากระดาษมาปิดแล้วค่อยๆเลื่อนดูผลไปทีละบรรทัด ผมทนลุ้นไม่ไหวเลยกระชากมือมันออกแล้วดูพร้อมกันหมด

ผมเอ็นติด คณะมัณฑณศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาควิชาออกแบบตกแต่งภายใน และใช้ชีวิตที่มีค่าที่สุดสี่ปีในที่แห่งนั้น 

Track 4

ช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีมาใหม่ๆ ผมหนีไปบวชอยุ่วัดป่าที่อุบลราชธานีเป็นเวลาสามเดือน ก่อนลาสิกชาบถออกมาเป็นฆราวาช หลวงพี่ทั้งหลายก็ให้โอกาสขึ้นเทศน์ที่ธรรมาศน์เพื่อเป็นการอำลาวงการ วันนั้นเป็นวันพระ มีญาติโยมมาฝึกปฎิบัติศีลกันเป็นจำนวนมาก เสียงแห่งธรรมะที่ผ่านการขัดเกลามาสามเดือนก้องกังวานไปทั่วอารามเป็นเวลาสี่สิบห้านาที

ตอนนี้เสียงนั้นก็ยังดังอยุ่

เสียงที่ว่าด้วยเรื่องของสภาวะจิตแห่งความว่าง      

แล้วโยมแม่ก็ยังนั่งฟังลูกชายตัวเองเทศน์อยุ่ตรงนั้นเอง

Track 5

จูบแรก

ความเปราะบางทางความรู้สึก (ตอนอวสาน)

•June 24, 2007 • Leave a Comment

สมชายเป็นพนักงานบริษัทเก่าแก่แห่งนึงในเยาวราช ช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาสมชายทำงานอย่างหนักจนสามารถไต่เต้าได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น รองประธานกรรมการบริหารบริษัทจนสำเร็จ ตอนนี้ใครๆในบริษัทก็หันมายกยอปอปั๊นสมชาย ทั้งๆที่แต่ก่อนบางคนแทบจะเอาตีนยันยอดหน้าสมชายด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้หลังจากสมชายได้เป็นคนใหญ่คนโตในบริษัท พวกเดนมนุษย์นั่นแทบจะมาเลียแข้งเลียขาสมชายวันละสามเวลาด้วยซ้ำไป

เดี๋ยวนี้สมชายจึงล้างเท้าเป็นประจำ เวลาโดนคนประจบจะได้ไม่รู้ว่าสมชายตีนเหม็น 

ตอนนี้สมชายกำลังถึงจุดสุดยอดของชีวิตการทำงาน เขาคิดว่าเขาควรลาหยุดเพื่อพักผ่อนร่างกายที่หักโหมมานาน รีสอร์ทหรูๆริมทะเลเป็นสถานที่แรกๆที่ผุดขึ้นมาในมโนภาพของเขา อาจเป็นเพราะโฆษณาเกี่ยวกับหาดทรายสีขาวๆกับน้ำทะเลสีใสที่สมชายเห็นในทีวีเมื่อวานก่อนก็เป็นได้

” แดงคงอยากไปทะเล ” สมชายคิดอยู่คนเดียว 

สมชายกำลังเก็บของใช้กับเสื้อผ้าที่จำเป็นเข้าไปในกระเป๋าเดินทางใบเก่าๆ ภายในหัวเฝ้าคิดถึงแต่เหตุการ์ณเมื่อวานตอนที่เข้าไปขอลาพักร้อนกับอาฟง อาฟงเป็นประธานสูงสุดของบริษัทเก่าแก่แห่งนี้ คำพูดของอาฟงชี้เป็นชี้ตาย เขาเป็นคนมุทะลุดุดัน และเฉียบขาด อาฟงสามารถสั่งให้พนักงานบริษัทไปกินอึหมาตอนที่หมากำลังจะอึก็ยังได้ ถ้าเข้าเห็นว่ามันสมควร แน่นอนว่าที่ผ่านมาไม่มีใครต้องไปกินอึหมา เพราะมันไม่เกิดผลดีอะไรต่อการบริหารองค์กรซักนิดเดียว

” อะไรกัน!!! คุณจะมาลาพักร้อน ตอนนี้นะเหรอ!! ” เสียงอาฟงดังยิ่งกว่าแผงประทัดในงานแซยิด

” ครับนาย ” สมชายขยับกรอบแว่นหนาเตอะ

” แต่ตั้งแต่คุณเข้ามาทำงานกับเราสามสิบปีคุณยังไม่เคยลางานแม้แต่ครั้งเดียว ขนาดวันสงกรานต์คุณก็ยังเสือกมาทำงาน วันนั้นผมก็ถามว่าคุณมาทำเฮี่ยอะไรทั้งๆที่พนักงานเค้าก็หยุดกันหมด คุณก็ตอบว่าผมมาทำงาน คุณแม่งขยันชิบหาย ” อาฟงทำท่าเหมือนจะสำลักน้ำลายตัวเองแล้วกำลังจะพูดต่อ

” สรุปผมหยุดได้มั๊ยครับนาย ” สมชายตัดบท

” คุณอยากไปเที่ยวอะไรก็ไปเถอะคุณ คงไม่มีใครในบริษัทนี้จะสมควรได้รับการพักผ่อนมากเท่าคุณอีกแล้วละ ” เจ้าของกิจการกว่าห้าสิบปีไม่พูดอะไรต่อ นอกจากถอนหายใจยาว

………………………………………………………………………………………………………………………… 

สมชายจัดของจนเสร็จ เขาไม่ลืมที่จะชวนแดงภรรยาสุดที่รักของเขาไปด้วย

” วันนี้เราไปทะเลนะแดง คุณบ่นว่าอยากไปมาตลอดไม่ใช่เหรอ ” สมชายเปล่งเสียงอ่อนโยน

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากภรรยาของท่านรองประธานกรรมการบริหารบริษัท

” งั๊นเราไปกัน ” สมชายพาภรรยาเขาขึ้นรถไปที่เมืองชายทะเลชื่อดัง

การขับรถเป็นไปอย่างสะดวกสบาย สมชายเร่งเครื่องมาถึงที่โดยไม่ยากเย็นเท่าไรนัก เนื่องจากสภาพเมืองที่ง่ายต่อการคมนาคมและพัฒนาจนเกือบจะกลายเป็นกรุงเทพแห่งที่สอง สมชายพาแดงเดินเข้าไปที่ด้านหน้ารีสอร์ทอย่างเชื่องช้า ที่บริเวณโถงต้อนรับไม่่ค่อยมีคนมากเท่าไร อาจเป็นเพราะช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงหน้าฝน คนเลยตัดสินใจที่จะนอนฟังเสียงฝนกระทบหลังคาเปาะแปะอยู่ที่บ้านแทน

” ห้องนึงสำหรับสองคนครับ ” สมชายบอกกับพนักงานต้อนรับ พร้อมกับหยิบเครดิตการ์ดสีทองออกมาจากกระเป๋าด้านหลัง

” อะไรนะคะ ” พนักงานเลิกคิ้ว

” ผมบอกว่าขอห้องนึงสำหรับผมและภรรยาครับ ” สมชายกอดแดงเอาไว้แน่น แดงไม่พูดอะไร

“ ได้คะ ” พนักงานรีบกุลีกุจอจัดแจงเอาเอกสารออกมาให้สมชายเซ็นจำนวนมาก พริบตานึงสมชายนึกว่าเขากำลังตึ๊งของอยุ่ที่โรงรับจำนำ ” โรงรับจำนำเฮี่ยอะไรจะมาตั้งอยุ่หน้าชายหาดสีขาว ” สมชายคิดอยุ่ในใจพลางหัวเราะออกมาเบาๆ ถ้าเขาบอกแดง แดงคงต้องขำแน่นอน เดี๋ยวเขาจะเก็บเอาไว้เล่าให้แดงฟังวันหลัง

พนักงานพาแดงและสมชายไปที่ห้องพัก ภายในห้องตกแต่งเอาไว้ด้วยวัสดุชั้นดี พื้นที่การใช้สอยถูกจัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงาม ทุกส่วนดูเหมือนจะผ่านการออกแบบมาอย่างปราณีต แม้กระทั่งกลอนประตูที่เอามือของพระพุทธรูปมาดัดแปลงทำออกมาได้อย่างอย่างเก๋ไก๋ ใครจะรู้ว่าจะมีส่วนไหนของพระพุทธรูปถูกเอามาทำเป็นกลอนประตูอีก แทรนด์ปีหน้าอาจจะเป็น จีวร หรือ น่องขาขวา 

สมชายให้ทิปพนักงานไปห้าร้อยก่อนจะอุ้มภรรยาของเขาไปวางลงบนเตียงนุ่มนิ่ม

” พักผ่อนก่อนนะคุณ เดี๋ยวอีกซักชั่วโมงเราจะไปที่ชายหาด ” เสียงสมชายกระซิบเบายิ่งกว่าเสียงใบไม้เสียดสีกัน แล้วสมชายก็พลอยหลับไปด้วย

เป็นเวลานานเท่าไรไม่ทราบได้ สมชายตื่นขึ้นมาพร้อมกับดวงอาธิตย์ที่กำลังจะเคลื่อนพ้นขอบฟ้า สมชายรู้ตัวว่าเขากำลังช้า เขารีบพาแดงไปที่ชายหาดที่อยุ่ไกลออกไปจากรีสอร์ทไม่มากนัก ที่นั่นเขาหยุดอยุ่ที่โขดหินที่สูงขึ้นมาจากพื้นน้ำราวๆสามเมตร เขากอดแดงเอาไว้แน่นแทบอก

สมชายหยิบเศษกระดาษเก่าๆขึ้นมาจากกระเป๋าด้านหลัง ถึงแม้สภาพมันจะไม่ต่างอะไรกับกระดาษเช็ดก้นที่ใช้แล้ว แต่ก็ดูเหมือนจะได้รับการทะนุถนอมมาอย่างดีทีเดียว เขาค่อยๆคลี่มันออกแล้วอ่านประโยคยึกยือที่เขียนโดยภรรยาของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาก็อ่านมันจนจำได้ขึ้นใจ

เขาค่อยๆยกโหลเซรามิคขนาดพอมือขึ้นเพื่อเทเถ้ากระดูกของคนที่เขารักมากที่สุดในชีวิตลงทะเล

ฝุ่นผงสีเทาคือภรรยาของเขา เป็นคนที่สมชายมอบหัวใจให้ คนที่เขารักมากที่สุดในโลกนี้

” แดง ” เสียงของสมชายแหบพร่า

สมชายค่อยๆเทแดงลงในทะเลอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เร็วเกินไป ไม่ให้ช้าจนเกินไป พลางพร่ำบ่นข้อความที่เขียนอยุ่ในกระดาษแผ่นเล็กๆที่เค้าเก็บเอาไว้ตลอดเวลา หลังจากที่เธอจากเขาและโลกนี้ไป

” สมชายคะ ถ้าหากฉันได้อำลาจากโลกนี้ไปแล้ว ฉันอยากให้คุณเอาเถ้ากระดูกของฉันไปลอยในทะเล แล้วพอถึงเวลานั้นฉันก็จะส่งข้อความสุดท้ายให้กับคุณ “

สมชายหลั่งน้ำตาออกมาอย่างสิ้นสติ เขารุ้สึกเสียใจกับการกระทำในอดีตของเขา ย้อนไปไม่ถึงสิบปี สมชายทำงานอย่างเป็นบ้าเป็นหลังในบริษัทของอาฟง เขาไม่มีเวลาได้ดูแลหรือพูดคุยกับภรรยาของตัวเองเลยเวลากลับบ้าน ตลอดหลายปี จนกระทั่งภรรยาของเขาล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งขั้นสุดท้ายทำให้เธอไม่สามารถพูดได้ หรือเธอเลือกที่จะไม่พูดก็ไม่มีใครทราบ

ก่อนตายแดงก็ทิ้งกระดาษแผ่นนี้แผ่นเดียวเอาไว้กับสมชาย

สมชายเทเถ้ากระดูกจนหมด ไหเซรามิกนั้นว่างเปล่า ตอนนี้สมชายได้แต่เฝ้ารอปาฎิหารย์ เขาแค่ต้องการจะเห็นอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับภรรยาของเขาเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ถึงขนาดต้องเป็นข้อความหรอก แค่ แสงสีฟ้า เส้นผมซักเส้น หรือปลาฮุบน้ำซักตัวก็ยังดี อะไรก็ได้ที่ทำให้เค้ารุ้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาแดงคิดถึงเขาขนาดไหน และเขาเองนั้นเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำไปเพียงไร

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทันใดนั้นเองผงกระดูกที่เกาะกันอยู่เหนือผิวน้ำที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามกระแสของคลื่นก็เริ่มไหวติง และดูบิดเบี๊ยว และเริ่มวิ่งทวนกระแสไปรวมกันป็นกลุ่มอยุ่ที่จุดๆเดียว สมชายจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยความอัศจรรย์ใจ ภรรยาของเขากำลังจะพยายามบอกอะไรกับเขาซักอย่าง เถ้ากระดูกที่เริ่มเคลื่อนไหวและก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนขึ้น สมชายร้องขึ้นในห้วงความคิดอย่างลิงโลด

” ข้อความ ข้อความสุดท้ายที่แดงสัญญาเอาไว้!! “

ด้วยความมหัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก เถ้ากระดูกของแดงลอยมาเกาะตัวรวมกันเป็นวลีสั้นๆที่สามารถอ่านได้ด้วยภาษาไทยแบบราชบัณฑิตยสถานที่แปลได้ความหมายอย่างง่ายๆว่า

” ไอ้ผู้ชายเฮงซวย “   

ความสุขของกะปิ

•June 21, 2007 • 4 Comments

“ วันพรุ่งนี้จะได้เลือกตั้งมั๊ยนะ “ 

กะปิเป็นเด็กหน้าตาน่ารักคนนึง อาศัยอยุ่ในสลัมแถวๆคลองเตย ทุกวันเธอต้องออกไปจับเต่ากระที่คลองหน้าหมุ่บ้าน เพื่อเอาไปขายที่วัดหน้าซอย ยายเมี๊ยนจะเป็นคนรับซื้อเพื่อเอาไปขายนักท่องเที่ยวหน้าตาโง่ๆที่หลงผ่านมาแถววัด โดยการแอบอ้างเอาพุทธศาสนามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวสำหรับมนุษย์ที่จิตใจเปราะบางทั้งหลาย ว่าการปล่อยสัตว์จะทำให้ได้ขึ้นสวรรค์ไปเสพสุขเป็นเทวดา คนจึงแห่กันมาปล่อยเต่าเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนมากก็ไม่ได้ทำไปเพื่อสงสารเต่าแต่อย่างใด หากแต่ออกไปในแนวเห็นแก่ตัวซะมากกว่า

กะปิรุ้ดีว่าเดี๋ยวป้าเมี๊ยนแกก็จับเอาเต่ากลับมาใส่กะละมังเหมือนเดิมนั่นละ เต่าพวกนี้มีช่วงชีวิตไม่ยาวนัก ดังนั้นถ้าถูกใช้ไปซักวันสองวัน ป้าแกก็จะเอาไปทำแกงคั่วกิน กะปิชอบแกงเต่าคั่วมาก ป้าแกจะโยนเต่าเข้าไปในกองไฟทั้งตัวเวลาทำ กลิ่นเต่าเผาจะหอมฉุยเหมาะกินกับข้าวสวยร้อนๆตำโตๆ ลุงแมนบอกว่าเต่าพวกนี้ดวงไม่ดีเหมือนมีคนมาลิขิตเอาไว้ ลุงแมนตั้งชื่อเรียกพวกมันอย่างเก๋ไก๋ว่า ” เต่าฟังธง “

ทุกๆเช้าหลังจากกะปิเดินไปจับเต่าที่ริมคลองหน้าหมุ่บ้าน กะปิจะเก็บเอาดอกบัวกับดอกไม้สีสดไปคอยที่ท่าน้ำเพื่อใส่บาตรให้กับพระสงฆ์ที่พายเรือผ่านมาเสมอ กะปิไม่เคยเอาอาหารมาใส่บาตรเพราะกะปิมักจะกินข้าวหมดเกลี๊ยงทุกทีไป ทำให้ไม่มีอาหารเอาไว้ใส่บาตรให้หลวงลุง แต่กะปิก็คิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะก่อนที่จะมาถึงหน้าบ้านกะปิก็มีคนใส่บาตรหลวงลุงกันจนล้นไปหมด ขนาดพี่ทองเหลี่ยมเด็กวัดที่ทำหน้าที่พายเรือให้หลวงลุงก็ยังต้องทำหน้าเบ๊ทุกครั้งที่เรือเริ่มจมลงไปเรื่อยๆ เพราะน้ำหนักอาหารที่เกินขนาด

น้าช้างบอกกับกะปิว่า อาหารที่เราใส่บาตรจะไปจ๊ะเอ๋กับเราอีกครั้งตอนที่เราตาย น้าช้างเล่าว่าเวลาเราตายไป เราจะต้องเดินไปตามอุโมงค์ที่มีปลายทางเป็นแสงสว่างๆ ระยะทางจะไกลมาก แล้วอาหารที่เราใส่บาตรก็จะไปปรากฎอยุ่ตามทางที่เราเดินไป ช่วยให้คลายหิวได้เป็นระยะๆ กะปิคิดว่าคนเราตายไปแล้วคงไม่รุ้สึกอะไรมากนัก เลยพาลคิดว่าอาจจะเป็นการดีกว่าถ้าระหว่างทางที่กะปิเดินไปจะมีดอกไม้สีสวยๆหลายสีมาแทน กะปิยอมหิว กะปิชอบดอกไม้

หลังจากเอาดอกไม้วางบนบาตรหลวงลุงแล้วกะปิก็จะนั่งอยุ่ที่ท่าน้ำนั้นจนเย็น เพราะที่ที่กะปิอยุ่ไม่มีโรงเรียน โรงเรียนเป็นสิ่งที่รัฐบาลเห็นว่าไร้สาระสำหรับคนจน เพราะอาจจะมีค่ามากกว่าถ้าจะเอาเงินภาษีไปซื้อทีมบอลหรือเอาไปยักยอกเข้ากระเป๋าตัวเอง กะปิไม่เคยสนใจรัฐบาล เพราะถึงไม่มีโรงเรียนกะปิก็ขี้ออกเหมือนคนอื่นๆ

กะปิมองดูดวงดาวพาดผ่านขอบฟ้าสีส้มตอนพระอาธิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า มีคำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวเล็กๆชองกะปิ ลุงย่อม ชอบบอกว่าหัวกะปิเหมือนลูกมะพร้าวเล็กๆ ถ้าให้ลิงเก็บมะพร้าวเคาะเบาๆก็คงแตกได้ ดังนั้นลุงย่อมเลยบอกให้กะปิรักษาหัวของตัวเองเอาไว้ให้ดีๆ อย่าให้ใครเอาอะไรมาครอบได้

กะปิกังวลเรื่องที่อยุ่ในปัจจุบันเท่านั้นกะปิไม่เคยเอาเรื่องที่อยุ่ในอดีตกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นมาคิดให้หนักหัว เพราะกะปิคิดว่าพรุ่งนี้กะปิอาจจะตาย และถึงแม้ว่าเมื่อวานกะปิอาจจะร้องไห้แต่วันนี้กะปิก็ไม่ได้ร้องไห้อีกแล้ว กะปิเลยไม่ค่อยสนใจเรื่องที่ไม่อยุ่กับปัจจุบันมากนัก น้าหมีบอกว่ากะปินิพพานแล้ว กะปิไม่เข้าใจแต่กะปินึกภาพถึงพานใส่ดอกไม้ กะปิชอบดอกไม้

เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรไม่รุ้ได้ กะปินั่งเอาขาจุ่มน้ำอยุ่ที่ท่าน้ำหน้าบ้านอยุ่นานแสนนาน เวลาผ่านไปเหมือนติดปีก อาธิตย์ยามอับแสงช่างสวยงามเหลือเกิน เลียงจั๊กจั่นเริ่มร้องเรียกหาคู่เพื่อสร้างลูกหลานสืบพันธุ์ กะปิค่อยๆลุกจากท่าเพื่อเดินกลับบ้าน เดี๋ยวบีบีซีจะถ่ายทอดสดการสัมภาษณ์นายกคนดังที่สร้างปรากฎการ์ณที่เกือบจะทำให้ชาติล่มสลาย กะปิไม่เคยพลาดเรื่องเด็ดแบบนี้

วันนี้กะปิคงนอนหลับฝันดี

The Carpenters

•June 21, 2007 • 3 Comments

เมื่อวานก่อนนั่งค้นกล่องซีดีที่โต๊ะทำงานแม่เล่นๆ แล้วดันเจอซีดีของ Carpenters อัลบั๊มที่ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดแกเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว เอามาเปิดฟังอีกซักกี่ทีก็ยังประทับใจเหมือนเดิม แถมยังแจกจ่ายทางอินเตอร์เน็ทให้เพื่อนได้ฟังกันถั่วหน้า ( โดยมิได้หวังผลกำไร ) แต่ละคนก็มีเพลงโปรดของ Carpernters แตกต่างกันไปตามความชอบ และกาลเวลา

ส่วนผมชอบหมดทุกเพลงนั่นละ

ตอนเด็กเวลานั่งรถแม่กลับจากโรงเรียนก็จะได้ฟังเพลงของ Carpenters ทุกครั้งไป รถคันเก่าแม่จะไม่มีเครื่องเล่นซีดีเหมือนสมัยนี้ แต่ก่อนเป็นเทปคาสเส็ทสีดำๆ เอามาเปิดวนแล้ววนอีก เปิดจนบางทีก็ยืดยานฟังไม่ได้ศัพท์ เลยต้องเอาไปแช่ในตุ้เย็นนานๆซักสามสี่วันเพื่อที่จะเอามาฟังใหม่วันหลัง จนกลายเป็นว่า เทปม้วนนี้เป็นสิ่งศักสิทธิ์ประจำรถไป พอไม่มีแล้วจะรุ้สึกแปลกๆ เหมือนมันไม่ครบ

ช่วงที่ชอบฟังเพลงที่วงนี้ร้องเอามากๆคือตอนที่ฝนตกหนักๆ วันไหนถ้าฝนมาวิ่งแข่งอยุ่ที่กระจกด้านข้างรถจะทำให้เพลงที่เปิดเพราะขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล และจะเพราะขึ้นมาอีกถ้าแม่ร้องคลอตามไปด้วย แม่ร้องตามได้ทุกเพลง เพราะทั้งรถมีเทปอยู่ม้วนเดียว 

Carpenters คือช่วงเวลาของความสุขสำหรับผมเสมอ

แม่เคยบอกว่า นักร้องนำที่เป็นผู้หญิงตายไปแล้ว แล้วที่เธอตายก็เพราะเหตุผลเนื่องจากการลดความอ้วนเกินขนาด เธอนึกเสมอว่าเธอยังผอมน้อยไป พยายามอดอาหารตลอดเวลาจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ถึงสาเหตุที่เธอตายอาจจะฟังดูไร้สาระไปหน่อย แต่เพลงที่เธอร้องเอาไว้ก็เป็นอมตะ เหมือนที่ตัวละครเอกในหนังของ ริดลีย์ สก๊อต พูดเอาไว้ว่า ” What we do in life, echoes in eternity “( สิ่งที่เราทำในช่วงวาระแห่งชีวิตนั้น กูก้องไปชั่วกาลปวสาน )

เปิดเพลงกี่รอบผมก็ยังจำได้ ไม่ว่าจะเป็น Yesterday Once More, Superstar, Please Mr. Postman, Close To You หรือ Top Of The World เพลงที่อาจารย์สอนให้ร้องสมัยตอนเรียนอยุ่ประถมต้น

ว่างๆก็ไปหามาฟังบ้างนะครับ 

ความเปราะบางทางความรู้สึก (2)

•June 15, 2007 • 3 Comments

เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเคยทำบาปเอาไว้อีกทีหนึ่ง โดยที่ไม่มีคนอื่นรับรู้ รู้แต่ตัวผมเองคนเดียวด้วย

อยู่มาวันนึงมีเพื่อนสนิทโทรมาโวยวายว่าเพิ่งแยกทางกับแฟนไปหมาดๆ บอกว่าเพิ่งบอกเลิกไปได้ราวๆสามวันแล้ว แล้วสามวันที่ผ่านมาก็ร้องไห้ไม่หยุด ตอนนี้เลยอยากหาคนมาคุยด้วยเป็นเพื่อนอย่างมาก ผมเต็มใจรับฟังเรื่องสารทุกข์สุขดิบของเพื่อนๆเสมอ

ประโยคแรกเริ่มจากการโวยวายว่าเราเลิกกะแฟนแล้วนะ ส่วนรายละเอียดที่เหลือก็เป็นการบอกวันเวลาและสถานที่ อย่างละเอียด ว่าเลิกกันที่ไหนยังไง ฝ่ายโน้นเริ่มพูดมาแบบไหน เราร้องไห้ไปกี่แกลลอนลิตรแล้ว 

ผมก็ได้แต่นั่งคิดว่า ทำยังไงถึงจะตอบโจทย์การประกวดแบบครั้งนี้ได้อย่างรอบคอบ เพราะกรรมการที่คิดโจทย์ครั้งนี้มันหินน่าดู เล่นตั้งโจทย์ออกแบบโครงการที่กว้างขวางและกำกวมแบบนี้ก็แย่นะสิ ใครมันจะไปคิดอะไรใหม่ได้นะ

ผมได้แต่ตอบว่า ” อืม “ 

ช่วงที่สองเป็นการพรรณนาถึงความสัมพันธ์ที่ผ่านพ้นมาของคู่รัก มีทั้งความสุข ความเจ็บปวด น้ำตา และ ความหวัง

ผมเริ่มเดินไปเดินมาอย่างกระสับกระส่ายนึกถึงความเป็นไปได้ของรูปแบบในการใช้งานแบบใหม่ที่น่าจะเกิดขึ้นในอาคารหลังนี้ มันจะต้องสดใหม่ ไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนคิดมาก่อน พอกรรมการเห็นแล้วจะต้องตาค้าง ใช่สิ วิธีการแบบนั้นต้องใช้ได้แน่ๆ มันจะต้องสำเร็จ

” อืม “

ช่วงที่สามคือการบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นสามองค์ องค์แรกคือความรู้สึกท้อแท้และเสียใจอย่างที่สุดเนื่องจากระยะเวลาที่คบกันมานั้นมันช่างยาวนานความผูกพันธ์ที่เกิดขึ้นมันยากเหลือเกินที่จะลบออกไปจากหัวใจได้ องค์ที่สองเป็นการปลิ้นเอาอารมณ์เศร้าสลดอย่างสุดซึ้งที่ซ่อนหลืบอยุ่ภายในจิตใจเบื้องลึกออกมาอย่างหมดเปลือก มีเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาเร็ดลอดออกมาตามสาย ส่วนองค์ที่สามเป็นการกรีดร้องเพื่อปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาใจออกมา เธอไม่มีอะไรต้องอั้นอีกแล้ว ความทุกข์ที่ห้อมล้อมกำลังสลายตัวตามจำนวนเม็ดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมา ทุกสิ่งดูว่างเปล่า ไร้ตัวตน

ในวาระเดียวกันนั้นเอง ผมกำลังแบ่งส่วนของความคิดออกเป็นระบบ โดยแยกแยะเอากระบวนการสร้างงานออกมาเป็นสามส่วนเพื่อเป็นการตอบปัญหาความเป็นไปได้ในการตอบสนองรูปแบบการใช้งานทางสถาปัตยกรรมใหม่ๆ ทั้งสามส่วนประกอบด้วยจุดประสงค์ของโครงการ ความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง และความคิดสร้างสรรค์ ผลลัพธ์ยืนรอผมอยุ่ข้างหน้านี่เอง ถึงออกจะมันมืดมัวแต่ก็รับรุ้ได้อย่างแน่นอนว่ามันอีกไม่นานผมก็จะพบมัน

” อืม แล้ว……… “

” เราควรจะทำไงดี ตอนนี้เราสับสนไปหมดแล้ว “

ผมคิดออกจนได้ คำตอบคือการใช้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมมาผสมกับ มัลติมีเดีย เพื่อให้เกิดการใช้งานในรูปแบบของการตอบโต้กับผู้ใช้แบบครบวงจร และซ้ำยังสามารถตอบโจทย์การประกวดครั้งนี้ได้อย่างเฉียบคม งานนี้เงินรางวัลเป็นของผมอย่างแน่นอน ผมกำลังจะมีเงินใช้แล้ว กะว่าคงเอาไปซื้อกล้องรุ่นนั้นที่อยากได้มานาน ผมอยากถ่ายรูป อยากท่องเที่ยวไปในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จักเพื่อเก็บบันทึกภาพที่น่าประทับใจระหว่างทาง ชีวิตผมคงมีความสุขน่าดู

” ผมว่าคุณน่าจะใจเย็นนะ ตอนนี้คุณก็ทำอะไรไม่ได้มากหรอก ผมว่าคุณลืมๆไปซะเถอะ แล้วก็หาทางไปเจอคนใหม่ๆ ไปใช้ชีวิตใหม่ดีกว่านะคุณ “

” เราควรทำอย่างนั้นใช่มั๊ย “

” ใช่ครับ “

” ขอบคุณมากนะ เดี๋ยวเราต้องไปนอนแล้วละพรุ่งนี้ต้องไปทำงานแต่เช้าเดี๋ยวตื่นไม่ทัน “

” อืม  มีอะไรก็โทรมาแล้วกันนะครับ “

ผมวางโทรศัพท์ แล้วเริ่มหยิบกระดาษเปล่าขึ้นมาร่างภาพอาคารรุปทรงประหลาดๆ ที่เพิ่งคิดออกไปหมาดๆ………………………………………………….

     

พลอย

•June 14, 2007 • 2 Comments

” ความรักมีวันหมดอายุเหมือนอาหารกระป๋องด้วยหรือพี่? “ 

” มีดิแต่อาหารกระป๋องมันมีเขียนเอาไว้ที่ใต้กล่อง แต่ความรักมันไม่มี “

เป็นประโยคสนทนาประโยคหนึ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่อง ” พลอย “

ดูจบแล้วเหมือนไม่ได้ดูหนัง แต่เหมือนได้ดูภาพเขียนในหอศิลป์ดีๆ เพราะเรื่องนี้ตัวของหนังเองไม่ได้ต้องการมอบความบันเทิง หากแต่หนังเรื่องนี้เป็นงานศิลปะ จึงทำให้คนดูต้องใช้สมาธิสูง ถึงขนาดเดินออกมาจากโรงหนังแล้วต้องกุมขมับจนบุบบี๊เสียรูป  

ความรักมีวันหมดอายุด้วยเหรอ?

ดูเสร็จก็เฝ้าถามตัวเองว่า มันเป็นความรัก หรือทรรศนะคติของคนกันแน่ที่หมดอายุ ถ้าวันนึงจู่ๆคุณลุกขึ้นมาบอกกับแฟนว่า ” เราเลิกกันเถอะ ” คงมีคำถามตามมามากมายว่าทำไม ทำไมถึงไม่รักกันเหมือนก่อน เพราะอยุ่มาวันนึงเราทะเลาะกัน หรือความเห็นเราไม่ตรงกันซักกะที เธออาจจะดูบอลมากไป ฉันไม่ได้อยากจะดูกะเธอซะหน่อย ฉันไม่เคยชอบกีฬาซักนิดเดียว ฉันดูเพราะอยากได้ใช้เวลาร่วมกันกับคุณเท่านั้นเอง แต่คุณก็ไม่ได้สนใจฉัน คุณตั้งใจดูแต่ผู้ชายตัวล่ำที่ใส่เสื้อพริ๊วลมแล้ววิ่งจนตัวเปียกไปหมด หรือผมขี้เกียจเดินตามตูดคุณไปช๊อปปิ๊งนะ มันน่าเบื่อมากเลย อะไรทำให้คุณเลือกซื้อของที่ไร้สาระได้มากมายขนาดนี้ ทำไมคุณไม่เอาเงินไปทำอย่างอื่นที่มันเป็นประโยชน์บ้าง เช่น ไปช่วยซื้ออาหารกลางวันให้เด็กพิการ หรือส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแถบชายแดนภาคใต้

แล้วคนสองคนก็เดินออกห่างกัน เค้าทั้งคู่คุยกันน้อยลง ไม่ไปมาหาสุ่กันเหมือนก่อน ถ้าเจอหน้าก็อาจจะทำเป็นคนไม่รุ้จักกัน กลับมากินข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียว นั่งที่ร้านกาแฟเงียบๆคนเดียว แล้ววันนึงเค้าก็จะไปพบคนใหม่ที่อาจจะดีหรือแย่กว่า

แล้วทุกอย่างก็วนมาที่เดิม

บางทีความรักอาจจะไม่ได้หายไปไหน มันคงไม่มีวันหมดอายุ แต่เป็นทรรศนะคติของคนต่างหากที่หมดอายุ คนเราชอบที่จะรู้สึกว่าตัวเองผิดซะเมื่อไร ผลที่ตามมาก็คือการกล่าวโทษเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อยเปื่อย ทำยังไงก็ได้ให้ระยะห่างไกลออกจากตัวให้มากที่สุด 

สุดท้ายความรักก็ต้องมารับกรรม

” พลอย “ อาจเปรียบเสมือนทรรศนคติที่หมดอายุ แต่ถ้าคนหันกลับมามองที่ตัวเองก็จะรุ้ว่าความรักไม่ได้จากไปไหนไกล เราแค่ลืมวางมันทิ้งไว้ข้างหัวเตียงแค่ชั่วข้ามคืน บางทีอาจจะหลายเดือน หรือหลายสิบปี

ความรักมีวันหมดอายุจริงเหรอ?

ผมว่าไม่หรอกครับ

ความรักอยุ่ใกล้แค่ปลายจมูก แต่คุณอาจเลือกที่จะไม่สนใจ

คุณว่าไง หรือถ้าคิดไม่ออกก็ไปดูหนังเรื่องนี้ซักรอบ เงินร้อยกว่าบาทไม่แพงหรอกครับ หรือถ้าคุณว่ามันไร้สาระก็เอาไปให้ขอทานแถวบ้าน แล้วก็กลับมาคิดเอาเองก็ได้