เนือยเดย์

•September 26, 2007 • 14 Comments

คุณหมอไม่ได้แถ่กแรงไปหรอกครับ

ช่วงนี้ผมเนือยๆเลยเกิดอาการนิ้วแข็ง ทำให้พิมพ์อะไรไม่ค่อยได้

ตอนนี้สมองผมมันก็พาลแข็งๆไปด้วย

 ผมว่าอาจจะเป็นอาการมาจากภายใน

โดนแถ่ก

•September 5, 2007 • 9 Comments

ผมโดนหมอแถ่ก ผมเลยต้องตอบแถ่ก

1.หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน? : การบริหารจัดการและปฎิบัติการโรงแรมในศตวรรษที่ 21

2. ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ดู? ไปดูกับใคร? ที่ไหน? : The Restless เช่ามาดูอยู่คนเดียวเงียบๆที่บ้าน

3.รายการวิทยุที่กำลังฟังอยู่ หรือเพลงที่กำลังฟังอยู่ : Paris Match เพราะแทบขาดใจ

4. ชอบฟังเพลงแนวไหนมากที่สุด? : Jazz ครับ

5. พูดคำ ว่า รัก ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่จำได้ป่าว?  : เฮอะ คำถามบัดซบ

6. ข้อดี ของคุณ? : ผมไม่แน่ใจบางทีมันก็ดีในบางโอกาส บางทีก็ไม่ดี

7. แล้วข้อเสียล่ะ : ผมว่าคำตอบจะคล้ายๆข้อ 6

8. แล้วมองคนอื่นยังไง? : มันก็เป็นคนเหมือนเรา

9. Wallpaper ที่คอมพิวเตอร์เป็นรูปอะไร? : ผมใช้สีพื้นสีดำ ผมว่ามันดูว่างเปล่าดี

10. สถานที่ที่อยากไปมากที่สุด? : อยากไปดูโลกใบอื่นที่มีสิ่งมีชีวิตนอกเหนือจากโลกเรา

11. คำพูดติดปาก ที่พูดประจำเลย? : แม่ง……สัด

12. ตอนนี้คิดถึงใครอยู่หรือเปล่า? : คนๆนึง แก้มเค้าจะกลมๆ ตัวสั้นๆ นิ้วกลมๆ แถมยังอ่านผมออกทุกการเคลื่อนไหว

13. เวลามองเห็นทะเลแล้วรู้สึกอะไร? : รู้สึกว่าการสร้างโรงแรมติดทะเลซักหลังแม่งยากวะ

14. ผลไม้สุดโปรด? : แก้วมังกร ผมอยากเป็นมังกรพ่นไฟใส่พวกเผด็จการ

15. มีโทรศัพท์ถึงคุณกี่ครั้งในหนึ่งวัน : เต็มที่สามครั้ง ถ้ามากกว่านั้นฝนจะตกห่าใหญ่

16. ช่วงนี้มีอะไร update ไหม? : ได้รับมอบหมายให้ช่วยร่างหลักสูตรวิชา Experimental Design ของ ป โท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

17. ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าจะเรียนถึงระดับไหน? : ตอนนี้จบโทแล้ว คิดว่าพอซะที

18. ถ้าถามเรื่องความรัก คิดยังไงกับประโยคที่ว่ารักคนที่เขารักเรา : ไร้สาระ

19. เพื่อนเราแอบชอบแฟนเราจะทำยังไง? : กระซิบกับมันว่า ” อย่าเชียวนะมึง ”

20. อกหัก รู้สึกอย่างไร? แล้วจะทำยังไง? : เซ็ง แล้วก็ประชดประชันชีวิต

21. ชอบไม๊ TAG นี้ : ก็ดี

22. เป็นคนขี้หึงไหม? : นิดนึง

23. ถ้าขอพรได้จะขออะไร? : อยากเกิดเป็น ทาเคชิ คาเนชิโร่

24. คุณคิดว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร? : คนเราเกิดมาเพื่อดับสูญครับ เพราะฉะนั้นช่วงเวลาตรงกลางเป็นกำไรอย่างที่สุด

25.เลี้ยงรุ่นครั้งต่อไปเมื่อไหร่ : ผมไม่รู้แต่อย่ามีบ่อย เดี๋ยวไม่ตื่นเต้น

26. คิดไงกับเพื่อนที่มหาลัยเหรอ ? : ตลกชิบหาย

27. ฝากอะไรถึงคนที่ส่ง ถึงคุณมั้ย ? : คุณช่างเป็นหมอที่เท่ห์เหลือเกินครับ ( คิก คิก คิก )

28.ฝากอะไรถึงคนที่คุณจะส่งถึง ? : ผมคงไม่ส่งไปให้ใคร

29.คิดว่าจะมีใครตอบไหม? : ไม่ครับ

30. คุณเป็นใคร? : ผมเป็นคนธรรมดา

ผู้โชคดี ที่ได้รับการ แถ่ก คือ……… ไม่มีครับจบลงตรงนี้ละ

รับหรือไม่รับ

•August 19, 2007 • 2 Comments

แม่ศรีนวลตื่นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมของเอาไว้ตักบาตรกับหลวงปู่ และขบวนการกองทัพธรรมที่เดินผ่านหน้าบ้านแกทุกวัน เช้านี้มีขาหมูที่แกนั่งหลังแข็งเคี่ยวอยู่ทั้งคืน กับไข่ลูกเขยทอดกรอบๆ และข้าวหอมมะลิอีกสามสี่ถุง   

” ยิ้มใหญ่เลยนะแม่ศรี ” ยายข้างตลาดทักขึ้นมาระหว่างที่แกกำลังบรรจงวางอาหารลงในบาตร

” วันนี้วันหยุด ไอ้กระป๋องลูกชั้นกลับมาจากกรุงเทพมาเยี่ยมบ้านนะ ”

” ไอ้ป๋องนะเหรอ มันอายุเท่าไรแล้วนะ ”

” 25 แล้วยาย ”

ยายทำหัวงกๆเงิ่นๆแปลอาการง่ายๆได้ว่ารับรู้ถึงข้อมูลที่แม่ศรีนวลส่งมา และเป็นการยอมรับโดยนัยว่าตัวเองแก่ขนาดไหน ครั้งล่าสุดที่แกจำไอ้ป๋องได้ คือตอนที่มันแก้ผ้าวิ่งพล่านอยุ่แถวๆคลองหลังบ้านแก 

…………………………………….

รถกระปุกวิ่งด๊อกแด๊กมาจอดที่หน้าบ้านไม้สองชั้นของแม่ศรีนวล แกรีบกุลีกุจอเดินลงชานมาต้อนรับลูกชายคนโตกลับบ้าน

” สวัสดีครับแม่ ” เด็กหนุ่มตะโกน แล้วเดินลงมาจากท้ายรถ เนื้อตัวเปรอะไปด้วยฝุ่นลูกรังสีแดง

” ว่าไงไอ้กระป๋อง ”

” โธ่แม่ บอกแล้วว่าอย่าเรียกผมแบบนั้น ”

” เอ๊า แล้วจะให้ข้าเรียกว่าอะไร ตอนเด็กๆก็เรียกเอ็งมาอย่างนี้ตลอด ” แกเดินเข้าไปกอดลูกชายหนึ่งที แล้วบุ๊ยใบ้ว่าให้ไปนั่งที่แคร่หน้าบ้านก่อน ” แล้วนี่กินอะไรมารึยัง หิวมั๊ย ”

” ออไม่ครับ  ผมหาซื้ออะไรทานในรถไฟมาเรียบร้อย เดินทางมาเหนื่อยๆนะ ยังไงถ้าได้น้ำซักแก้วก็น่าจะดีนะครับ อากาศร้อนทีเดียววันนี้ ”

แม่ศรีนวลได้ยินดังนั้นเลยหายผลุบเข้าครัวไป

…………………………………….

เด็กชายกระป๋อง ที่ตอนนี้กลายเป็นเด็กหนุ่ม และมีชื่อเต็มว่า สมพบ กำลังนั่งเคี๊ยวหมูยอสดท่อนเท่าขาที่แม่ศรีนวลเอามาให้กับน้ำเปล่าแก้วเล็กๆ

” เป็นไง หิวละซิเรา เนี่ยแม่ซื้อมาจากยัยจันที่ข้างตลาด เอ็งยังจำได้ใช่มั๊ย แกทำหมูยอท่อนใหญ่ที่สุดในอุทัยธานี อร่อยที่สุดด้วย ”

” ครับ ” สมพบเริ่มเมื่อยปากจากการเคี้ยวหมูยอ

หลังจากการถามสารทุกข์สุกดิบเป็นเวลานาน จู่ๆแม่ศรีนวลก็ตัดบทสนทนาขึ้นมาว่า

” เออ แม่จะถามเอ็งเรื่อง รัฐธรรมนูณปี 50 หน่อย ”

สมพบหยุดเคี๊ยวทำท่าจะสำลักหมูยอ แล้วหันหน้ามาทางแม่ช้าๆ

” แม่สนใจเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร ”

” เอ็งอย่าว่ามันไม่สำคัญเด็ดขาดนะเรื่องแบบนี้ มันทำให้เสื้อเชิ๊ตมอๆที่เอ็งใส่อยู่นะแพงขึ้น ส่วนหมูยอที่เอ็งกัดอยุ่ วันหลังเอ็งก็จะซื้อได้แค่ครึ่งท่อน ”

สมพบนั่งมองหมูยอที่มีรอยฟันของเขาเองอย่างหวาดๆ

” ผมไม่ค่อยรุ้เรื่องพวกนี้เท่าไรนะแม่ ”

” หา!! ไม่รุ้เรื่อง เอ็งทำไมตกยุคขนาดนี้ ไอ้ห่าเอ๊ย เสียทีข้าเลี้ยงเอ็งมาแทบตาย เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ทุกวัน ประเทศชาติจะชิบหายเอ็งยังไม่รุ้เรื่องอีกเหรอ ”

แม่ศรีนวลหายผลุบเข้าไปหลังครัวเป็นรอบที่สอง

…………………………………….

ศรีนวลเดินอาดๆออกมาจากท้ายครัว ในมือข้างนึงแบก Mac Book ออกมาหนึ่งเครื่อง สมพบได้แต่มองตาค้าง หมูยอยังค้างอยุ่เต็มปาก

” แม่ไปเอาโน๊ตบุ๊คมาจากไหน ? ”

” ขโมยเค้ามามั๊ง ไอ้ห่า แม่ผากไอ้แมวไปซื้อให้ตอนมันกลับมาจากรุงเทพ เห็นงานยุ่งแม่เลยไม่กวนเอ็ง ไอ้แมวมันบอกยี่ห้อเนี๊ยดีที่สุด มันชื่อแอ๊บ ห่าอะไรแม่ก็จำไม่ได้ แต่ไอ้ด้านหน้ามันเหมือนลูกพุทราดี แม่เลยเรียกว่าไอ้พุทราขาว ”

สมพบกินหมูยอต่อไป แต่ตั้งใจมอง ” ไอ้พุทราขาว ” ของแม่ศรีนวลอย่างใจจดใจจ่อ

แม่ศรีนวลล๊อกอินเข้าไปในเวบไซต์อะไรซักอย่าง ด้านในมีข้อมูลอัดแน่นอยุ่เต็มไปหมด ส่วนมากเป็นการรณรงค์ขับไล่ผู้คนบางกลุ่มให้ออกไปจากประเทศ ภาพของประชาชนใส่เสื้อสีเหลือง โบกธงถือป้ายกันให้เกลื่อนไปหมด

” เอ็งดูนี่ซะ เห็นมั๊ย เอ็งควรไปโหวตไม่รับรัญธรรมนูณฉบับนี้ มันจะทำให้ประเทศเราวุ่นวายมากขึ้น ตอนนี้มันเหมือจะคืนประชาธิปไตยให้เราก็จริง แต่เดี๋ยวพอเรื่องมันแดงขึ้นมาเดี๋ยวบ้านเมืองก็ล่มสลายกันพอดี ในระยะยาวมันไม่คุ้มนะเอ็ง ”

สมพบมองภาพในจอแบบงงๆ ทั้งชีวิตเค้าไม่เคยคิดอะไรมากไปกว่าคืนนี้จะกินอะไรดี แล้วจะทำยังไงให้เจ้านายไม่โมโห

” เนี่ย คนนี้เค้าเก่ง เค้าฉลาดนะ แม่ว่าเดี๋ยวนายคนนี้จะต้องกลับมากู้ประชาธิปไตยคืนมาแก่บ้านเมืองของเรา แล้วราคาของกินของใช้มันก็จะถูกลง แม่ก็จะอยู่สบายขึ้น ”

” แม่รู้ได้ไง ”

” เค้าบอกแม่มา เนี่ยเค้าเขียนเอาไว้มึงเห็นมั๊ย ”

” แล้วแม่แน่ใจได้ไงว่าเค้าไม่หลอกแม่ ”

” เค้าไม่หลอกประชาชนหรอก มีคนเข้ามาดูเวบนี้ตั้งเท่าไร เค้าเป็นเจ้าของทีมบอลด้วยนะเอ็ง ”

ไอ้พุทราขาวส่งเสียงร้องแบบเอื่อยๆ มันคงเบื่อเรื่องการเมืองที่แม่ศรีนวลเปิดดูทุกวี่ทุกวัน

” ผมว่า ……… ยังไงมันก็เรื่องภายในนะแม่ของแบบนี้ ยังไงมันก็น่าจะมีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องที่เราไม่เข้าใจ ไม่มีทางเข้าถึง ผมว่าถึงโหวต รับ ไม่รับ มันก็มีค่าเท่ากันนั่นละ ”

” เอ็งก็คิดอยุ่แต่ยังงี๊ละ สมัยเด็กๆเอ็งก็เป็นแบบนี้นั่นละ ชีวิตเอ็งถึงไม่ก้าวหน้าซักที เอ็งต้องเป็นคนเด็ดขาด เลือกฝ่ายไหนซักฝ่าย ไม่งั๊นเอ็งไปอยุ่เป็นคนป่าคนดงล่าสัตว์กินไม่ดีกว่ารึ ”

สมพบกินหมูยอหมดแล้ว เค้ารุ้สึกจุกๆพิกล

แม่ศรีนวลปิดฝาไอ้พุทราขาวแรงๆ เป็นการกึ่งประชดลูกชายตัวเอง แล้วผลุบหายเข้าไปในครัวเป็นรอบที่สาม

…………………………………….

แม่ศรีนวลเดินกลับออกมาด้านนอกอีกครั้ง คราวนี้แกเอาไอ้พุทราไปเก็บ แล้วหยิบเสื้อโปโลสีแดงมายื่นให้ลูกชาย สมพบรับมาแบบมึนๆ

” อะไรเนี่ยแม่ ”

” เสื้อสีแดงไง เสื้อสีแดง ใส่ซะเค้าจะได้รู้ว่าเอ็งไม่รับร่างรัฐธรรมนูณฉบับนี้ ”

” โธ่แม่ อย่าบอกนะว่าแม่ถูกเค้าหลอกขายมา แล้วผมก็โตแล้ว ผมตัดสินใจเองได้ว่าจะรับหรือไม่รับ ทำไมแม่ต้องมาแบ่งฝ่ายแทนผมด้วย ”

” ก็เอ็งตัดสินใจไม่ได้ซักกะที แม่ก็ตัดสินใจแทนเอ็งไง ”

” เอาน่าผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน บอกไม่ได้หรอกแม่ ”

แม่ศรีนวลเกิดอาการเคือง เลยตวาดใส่ลูกชายแกว่า

” ไอ้คนป่าเอ๊ย ไปอยู่ในป่าแล้วกินรากไม้ซะเถอะ ”

แกเลยใส่เสื้อแดงเสียเอง แล้วเดินเข้าครัวเป็นรอบที่สี่เพื่อไปทำข้าวเย็น   

…………………………………….

ข้าวเย็นวันนี้เป็น ไข่ทอดชะอม กับกะปิรสอร่อย แม่ศรีนวลคุยเกทับบ่อยๆว่าเป็นสูตรที่ตกทอดมาจากรุ่นทวดเลยทีเดียว กับอีกอย่างเป็น ปลาจาระเม็ดทอดสองตัว กับต้มยำข่าไก่สีขาวนวล สมพบตักข้าวเข้าปากเคี้ยวยวบยาบ ในท้องยังมีหมูยออัดอยู่แน่น

” เออ แม่ ”

” อะไร เอ็งตัดสินใจแล้วเรอะ ”

สมพบทำหน้าเบ๊

” เปล่าๆ น้าใจแกฝากเอาของมาให้แม่นะ แกบอกว่าขอบคุณแม่มากที่ช่วยเหลือคราวนั้น ”

” ของอะไร ”

” เออผมก็ไม่รู้นะแม่ มันอยุ่ในห่อกระดาษ ผมเองก็ยังไม่ได้เปิดดู ”

ที่ชานไม้หน้าบ้าน สองแม่ลูกกำลังเปิดห่อกระดาษที่สมพบแบกมาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ในนั้นมีการ์ดอยุ่หนึ่งใบเขียนว่า ” ขอบคุณแม่ศรีนวล บุญคุณที่ติดค้างอาจตอบแทนได้เท่านี้ ” ที่ด้านในมีเงินมัดอยุ่ ฟ่อนใหญ่ๆ สามสี่อัน

สมพบเห็นแล้วอยากจะอ๊วกเอาหมูยอและอาหารที่กินเข้าไปเมื่อกี๊ออกมา

” เงิน!!! แบ๊งค์พันด้วยแม่ กี่ล้านละเนี่ย ” แม่ศรีนวลนั่งมองเงินก้อนนั้นอย่างนิ่งเงียบ 

” เอายังไงดีละเนี่ย ” แม่ศรีนวลบ่นเบาๆกับตัวเอง

” อะไรนะแม่ หมายความว่ายังไง เค้าให้มาก็ต้องรับซิ ”

” ก็แม่ไม่ได้ช่วยเค้าเพื่อหวังผลตอบแทน เอ็งก็รู้ แล้วถ้ารับเงินเค้า ชาวบ้านเค้าจะมองว่าแม่เอ็งหน้าเงิน ช่วยคนเพื่อของตอบแทน แต่ถ้าไม่รับเดี๋ยวเค้าก็จะไม่สบายใจ หาว่าแม่หยิ่งศักดิ์ศรี ไปดูถูกเค้า เอ็งว่าแม่ควรจะทำยังไงดี ”          

สมพบ คิดอยู่นานสองนาน พลางนั่งเทะหัวปลาจาระเม็ดไปด้วยแก้เหงา และให้เลือดวิ่งขึ้นไปเลี้ยงสมองมากขึ้น

” ผมรุ้แล้วแม่!!! ”

แม่ศรีนวลดีใจที่ลูกชายพบหนทางแก้ไขสำหรับปัญหาของแก

” ถ้าแม่ยังไม่รุ้ว่าจะรับ หรือ ไม่รับ แม่ก็ไปอยุ่ป่า ล่าสัตว์ แล้วก็กินรากไม้ไง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ”

สมพบปล่อยมุขใส่แม่ตัวเอง เขาคิดว่ามันตลกที่สุดในโลก เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วพื้นนา

แม้แต่ควายก็ยังสะดุ้ง

แม่ศรีนวลนิ่งเงียบ ลุกขึ้นมาจากชานไม้ แล้วเดินเข้าครัวเป็นรอบที่ห้า

แกจะไปเอาสากมาตีหัวลูกชายแก

   

วันหอมๆ

•August 12, 2007 • 8 Comments

น่าเสียดายนะครับ ตอนนี้มีของเล่นใหม่ๆสำหรับใช้ติดตั๊งเป็น Widget ในบล๊อกตั้งหลายอย่าง อันล่าสุดที่ผมเพิ่งยัดใส่ลงไปเป็นเพลงประกอบแบบเลือกได้ เก๋ไก๋ดีทีเดียว

เกิดนึกอยากให้มี Widget ที่มันส่งกลิ่นออกมาได้บ้าง คนที่เข้ามาอ่านจะได้รู้ว่ามะลิเป็นพวงๆมันหอมขนาดไหน

หอมเข้าไปถึงหัวใจเลยทีเดียว

วันนี้เป็นวันเดียวในรอบปีที่ต้องเดินออกไปซื้อมะลิพวงตอนเย็นๆ ก่อนออกไปแม่ก็จะถามทุกทีว่า ผมจะไปไหน เราก็จะตอบไปเรื่อยเปื่อย ไปซื้อกาแฟบ้าง ไปหาเพื่อนบ้าง แล้วก็จะมีมะลิติดมือกับมาที่บ้านทุกที กลับมาก็เอาใส่เข้าไปในตู้เย็น เพราะมะลิถ้าเย็นๆจะหอมมาก หอมแบบเย็นๆชื่นใจ หอมๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แม่รู้ทุกครั้งว่ายังไงก็จะมีดอกไม้แปลกปลอมเข้ามาแอบเป็นสมาชิกใหม่ในตู้เย็น ของทุกวันที่ 12 สิงหาคม แต่แกก็ทำเป็นไม่รุ้เรื่องทุกทีไป ถามทั้งๆที่รู้ว่าผมจะออกไปซื้อมะลิมาไหว้ ถามว่าซื้ออะไรกลับมาจากตลาดทั้งๆที่รุ้อยุ่เต็มอก พอผมเดินลับตาขึ้นห้องไปด้านบนแกก็จะไปแอบเปิดดูว่ามันซ่อนอยุ่ตรงไหน

เป็นแบบนี้ทุกปี

รู้ทั้งรู้

แต่ทำเป็นไม่รู้ 

อบอุ่นดีนะครับ คนเรานี่

มนุษย์ไม่มีชนชาติเลยซะจะดีกว่า?

•August 9, 2007 • 5 Comments

เมื่อประมาณกลางๆเดือนได้ไปฟังสัมนาเรื่องแนวความคิดแบบลัทธิชาตินิยมที่มหาลัยศิลปากร เพิ่งรุ้เอาเดี๋ยวนี้เองว่าในสังคมสมัยก่อนการที่เราจะประกาศเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมินั้นต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยุ่สองอย่าง หนึ่งคือ ภาษาที่พูดต้องเป็นภาษาไทย สองคือ ต้องเทิดทูนพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรูปหน้าค่าตาแต่อย่างใด

ดังนั้นฝรั่งหัวเหลืองที่พูดภาษาไทยได้คล่องปร๋ออย่างคุณแอนดรู แล้วใส่เสื้อสีเหลืองทุกวันจันทร์ก็ถือว่าเป็นคนไทยกะเค้าได้เหมือนกัน

จากยุคเริ่มแรกก็มีการพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมา สิ่งที่เทิดทูนจากสถาบันกษัตริย์ก็กลายเป็นรัฐธรรมนูณ กลายเป็นทหาร กลายเป็นท่านผู้นำ สลับเปลี่ยนกันไปมาเหมือนละครสามรสทางช่องเจ็ดสี จวบจนปัจจุบันทีมีพวกนีโอชาตินิยมเข้ามาเจริญเติบโตในบ้านเมืองเรา สมรภูมิรบที่เคยนองไปด้วยเลือดก็เปลี่ยนเป็นสมรภูมิทางเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการทำสงครามแทน

จนคนไทยไม่รุ้จะเอาเลือดไปไว้ที่ไหน?

ฟังจบแล้วก็นั่งถามตัวเองอยู่หลายรอบ ว่าเราเป็นคนไทยเพราะเราเป็นคนไทย หรือมีคนมาบอกว่าคุณนะเป็นคนไทย แต่คำถามนั้นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า

” เราจะมีชาติไปทำไมกัน ”

ชาติขโมยเงินเราไป แล้วเรียกซะใหม่ว่า ” ภาษี ” เพื่อให้การขูดรีดฟังดูเป็นทางการและน่าเชื่อถือมากขึ้น ชาติทำให้เกิดการเหยียดหยามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ชาติทำให้เกิดศาสนาและอุดมการ์ณประปลาดๆที่แตกต่างกัน ชาติทำให้มนุษย์ฆ่ามนุษย์อีกคนนึงได้อย่างไร้ปราณี ชาติทำให้เกิดผู้ที่สูงกว่าและผู้ที่อยุ่ต่ำกว่า และท้ายที่สุดแล้วนั้น คำว่าประเทศชาติก็ทำให้เกิด ” สงคราม ” ทหารในโลกนี้ตายไปแล้วกี่คนเพียงเพื่อปกป้อง ” นามสมมติ ” ที่คุณกับผมได้ยินแล้วก็แค่ยักไหล่ทีสองที   

บางคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะหงุดหงิดว่าทำไมผมรุนแรงนัก หรือทำไม่จุ่ๆผมก็ไม่อยากจะมีประเทศอยู่ขึ้นมา แล้วคุณก็อาจจะเริ่มคิดว่าบางทีการอ่านอะไรก็ตามที่ผมเขียนอาจจะกลายเป็นความผิดขั้นร้ายแรงในอนาคตก็เป็นได้

อย่าคิดมากครับ ผมเริ่มแน่ใจมากขึ้นกว่าเดิมหลังจากที่ได้ดูหนังที่ชื่อ Hotel Rwanda ที่เพื่อนที่น่ารักของผมคนนึงให้ยืมดีวีดีมาแบบไม่มีกำหนดเวลาคืน

หนังเรื่องนี้ไม่ซับซ้อน รวมๆเป็นเรื่องราวการหนีตายจากสภาวะสงครามของผู้จัดการโรงแรมที่น่าสงสาร ซึ่งเรื่องราวมีพื้นหลังเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งของประเทศในแถบอาฟริกา ระหว่างชนชาติสองเผ่าที่มีแค่ชื่อ ” เผ่า ” เท่านั้นที่เป็นตัวบ่งบอกความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนทั้งสอง ซึ่งที่น่าขันมากที่สุดคือ ชื่อเผ่านี้โดนตั้งขึ้นมาโดยชาวเบลเยี่ยมที่เคยเข้ามายึดครองเมืองนี้เป็นอณานิคมมาก่อน พวกเขายกย่องอีกเผ่าหนึ่งเป็นผู้นำ โดยให้อีกเผ่าหนึ่งทำงานเป็นแรงงานชั้นกรรมกรแทน

เวลาผ่านไปนานเท่านานจนระบบอณานิคมหมดไปจากอาฟริกา พวกชนเผ่าที่เคยทำงานเป็นชนชั้นกรรมกรนั้นโกรธแค้นมากที่อยุ่ในสภาวะกดดัน และทารุณตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เผ่ากรรมกรเลยคิดว่าน่าจะเป็นการดีที่จะเริ่มสั่งซื้อมีดราคาถูกจากจีนมา สะสมเสบียงอาหาร และอาวุธปืน เพื่อเอามากักตุนเผื่อไว้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอีกฝ่ายนึงในภายภาคหน้า

แล้วเค้าก็เริ่มฆ่ากัน เพราะมีชื่อเผ่าคนละชื่อ แม้จะอยุ่ชาติเดียวกัน กินข้าวแบบเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน หน้าตาก็ยังเหมือนๆกัน แล้วแถมยังยืนอยู่ใต้ดวงอาธิตย์ดวงเดียวกันก็ตาม

เหมือนบ้านผมอยุ่แถวเกษตร แล้วคุณอยู่แถวรังสิต ถ้าผมเจอคุณ ผมจะฆ่าคุณให้ตายตกไปตามกัน

เหมือนตอนนี้ที่ภาคใต้ระอุเดือดเป็นเพลิงกาล เพราะศาสนาที่บิดเบือนและอุดมการ์ณผิดๆที่ทำให้คนชาติเดียวกัน เหมือนอยู่กันคนละชาติภพก็ไม่ปาน 

ความเป็นชาตินิยมไร้ประโยชน์สิ้นดี

เพราะถึงมีหรือไม่มี คนเราก็หาเหตุผลดีๆมาฆ่ากันได้เรื่อยๆละครับ

  

  

ถาดหลุม

•July 26, 2007 • 7 Comments

เมื่อวานกินข้าวเย็นเป็นไข่ลูกเขยกับแกงจืดแตงกวายัดไส้ ระหว่างที่กินอยู่ก็มีภาพในสมัยที่ยังเป็นเด็กนักเรียนโผล่พรวดพราดขึ้นมาแบบไม่ได้รับเชิญ

ชีวิตการเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง จวบจนถึงมัธยมปลายผูกเอาชีวิตของเด็กนักเรียนตาดำๆกับถาดหลุมเกือบจะเรียกได้ว่าเข้าขั้นญาติสนิท ถึงแม้จะมีบางปีที่มีการเปลี่ยนระบบจากการรับอาหารที่ทางโรงเรียนจัดเอาไว้ ให้เป็นการซืื้อกินตามโรงอาหารก็ตามที แต่ก็พูดได้เต็มปากว่าผมเติบใหญ่มาได้สิบสองปีก็เพราะอาหารที่นั่งหงอยเหงาอยู่ในหลุมต่างๆ

ถาดหลุมที่ทางโรงเรียนใช้เป็นถาดสังกะสีกลมๆ ประกอบด้วยหลุมทั้งหมดหกหลุมด้วยกัน หลุมกลมๆใหญ่ที่สุดหนึ่งหลุม ส่วนมากเอาไว้ใส่ข้าวสวยหรืออาหารจำพวกข้าวจานเดียว ขนาบข้างด้วยหลุมทรงกลมเล็กๆอีกสองหลุมที่เอาไว้ใส่ของเหลวจำพวกน้ำจิ้ม ถัดจากหลุมเล็กๆสองหลุมนั้นไปก็เป็นหลุมทรงกลมขนาดกลางอีกสองหลุม ส่วนมากเอาไว้ใส่กับข้าวแห้งๆกับของหวาน ส่วนหลุมสุดท้ายอยุ่ตรงข้ามกับวงกลมอันใหญ่ที่สุดพอดี มีหลุมเดียวเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูฐานโค้ง เอาไว้ใส่กับข้าวจำพวกแกงจืดเป็นส่วนมาก

พักเที่ยงพอดี ออดจะส่งเสียงเตือนก่อนสิบห้านาทีทุกวัน จิตใจผมมักไม่อยู่กับเนื้อหาที่อาจารย์สอนเท่าไรนัก เพราะมัวแต่นั่งเดากลิ่นอาหารว่ากลางวันนี้จะได้กินอะไรกันแน่ แล้วหลังกินข้าวจะไปเล่นที่ไหนดี จวบจนจะสอบเอ็นทร๊านซ์ก็ยังแก้นิสัยสติแตกช่วงสิบห้านาทีก่อนเที่ยงไม่หาย

แต่ช่วงปีหลังๆทางโรงเรียนจะเปลี่ยนจากเสียงออดมาเป็นเสียงเพลงประหลาดๆแทน ซึ่งฟังแล้วทุเรศกว่าเสียงออดแบบธรรมดามากมายนัก พอออดตีพักเที่ยง นักเรียนจะเดินเตาะเตะลงมาเข้าแถวต่อคิวกันยาวเหยียดตามระเบียง ถ้าห้องไหนเลิกก่อนก็ได้เปรียบ เพราะอาหารที่ได้จะดูดีกว่าคนที่มาหลังๆ ทั้งในเรื่องของปริมาณ คุณภาพ และรูปร่างหน้าตา

ถาดสังกะสีจะถูกวางซ้อนกันเอาไว้อยุ่ที่โต๊ะไม้ ถ้าวันไหนปริมาณถาดถูกวางซ้อนกันเยอะเกินไปมันจะดูเหมือนหอคอยสีเงินโค้งๆ เปราะบาง และพร้อมจะถล่มลงมาเมื่อไรก็ได้ เพื่อนๆจะหยิบถาดมาคนละใบ ผมยังจำเสียงก๊อกแก๊กของถาดที่กระทบกันได้แม่นเหมาะ นักเรียนบางคนเดินแล้วแกว่งเอาถาดมาชนกันบ้าง เอาถาดไปเคาะกับเสาปูนอาคารบ้าง บางคนเอาช้อนมาเคาะกับถาดให้เป็นจังหวะแปลกๆ เผื่อจะได้เอาไปใช้ในงานแสดงดนตรีบนเวที ตอนงานประจำปีของโรงเรียน หรือบางคนก็เอาฟันกัดถาดแก้หิวเล่นๆ หรือจะอะไรก็แล้วแต่

เสียงเหล่านั้นก็ยังเข้ามารบกวนความทรงจำผมอยู่เป็นระยะ

นักเรียนจะเดินตามแถวไปอย่างเป็นระเบียบเพื่อรับอาหารที่พี่เลี้ยงในชุดสีเขียวคอยบริการให้อย่างขะมักขะเม้น ถาดหลุมแรกจะถูกเติมเต็มก่อนด้วยข้าวสวยที่เย็นชืด แล้วเดินไปรับกับข้าวพวก หน่อไม้ผัด ไข่ลูกเขย หรือ ผัดผักอะไรซักอย่างที่ผมไม่เคยกินหมดซักที ที่ถูกหย่อนลงในถาดหลุมขนาดกลางที่ด้านหนึ่ง อาหารจำพวกแกงจืดเต้าหู้ ไข่พะโล้ หรือแกงเขียวหวาน ที่หลุมสี่เหลี่ยมคางหมูฐานโค้งที่ด้านบน แล้วจบด้วยขนมหวานที่ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ไม่กี่แบบ ที่หลุมขนาดกลางฝั่งถัดมา

ผมไม่เคยชอบอาหารเซ็ตเหล่านี้ เพราะเวลาเดินเอากลับไปนั่งกินที่โต๊ะ ซึ่งบางทีอยุ่ห่างจากจุดรับอาหารเอามากๆ อาหารที่ประจำอยุ่ในหลุมต่างๆจะไหลแหกคอกมารวมกันที่จุดเดียวทำให้ดูไม่น่าเชยชมเท่าไรนัก ใครจะไปอยากกินขนมหวานใส่น้ำแข็งป่นพูนๆ ที่มีแกงเขียวหวานไปผสมอยู่เสียครึ่งนึงซะละครับ

ดังนั้นอาหารเซ็ตวิเศษที่ผมรอคอยการกลับมาของพวกเค้าเสมอๆคือ ส้มตำไข่เค็ม ที่หลุมใหญ่รูปสี่เหลี่ยมคางหมู กับข้าวเหนียวร้อนๆที่หลุมกลม และน่องไก่ทอดขนาดเล็กที่หลุมขนาดกลาง หรือ มักกะโรนี ผัดไท ที่หลุมกลมขนาดใหญ่ กับ เฉ๊าก๊วยที่สามารถขอให้พี่คนงานตักใส่ในหลุมทุกหลุมที่ว่างอยุ่ได้สบายๆ (เนื่องจากอาหารจานเดียวส่วนใหญ่ก็ใช้หลุมใส่อาหารคาวเพียงแค่หลุมเดียว ทำให้หลุมที่เหลือเกิดอาการน้อยใจไปตามๆกัน) 

ทางโรงเรียนอยากฝึกให้พวกผมเป็นเด็กเรียบร้อย กินเสร็จก็เดินไปเก็บถาดหลุมในที่ทางที่โรงเรียนจัดเอาไว้ให้หลังโรงอาหาร เรียกว่าเป็นการทำความสะอาดที่เอ็ดตะโร มะเทิ่ง และโวยวายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะถ้าจะให้สะอาดจริงๆก็ต้องเอาถาดลงไปเคาะกับถังพลาสติกที่ใส่เศษอาหารแรงๆ แล้วเอามือกำช้อนโยนลงไปในถังที่ทำด้วยเหล็กให้เสียงดังโครมคราม แล้วจึงค่อยเอาถาดซ้อนถาดเพื่อนๆที่กินกันเสร็จก่อนหน้านี้ ก็เป็นอันเสร็จพิธี

คนเดียวก็พอทำเนา แต่พอมันมากกว่าสิบคนขึ้นไปก็ชักจะสื่อสารกันลำบาก ผมเคยพยายามเก็บถาดด้วยเสียงที่เบากริบที่สุด ตามนโยบายรณรงค์ ที่ช่วงนึงอาจารย์กำชับนักหนาว่าเราไม่ใช่คนป่าเถื่อน ทำอะไรก็ควรจะให้สุภาพเรียบร้อยสวยงาม แต่ลองแล้วก็ไม่สนุกเท่าเคาะมันแรงๆ โยนช้อนให้มันกระแทกกันดังๆ หรือเอาถาดฟาดลงให้มันลั่นเปรี๊ยงปร๊าง 

พอทำไปซักสี่ซ้าห้าปี แต่ละคนก็จะสามารถสร้างจังหวะเฉพาะเป็นของตัวเองได้

“ปุ๊งๆๆ…….เคร๊ง เคร๊งๆ(ผมโยนเครื่องมือการกินลงไปอย่างละที ผมว่ามันเท่ห์ไม่เบา)…..ผ่่างงงงง”

นั่นเป็นจังหวะส่วนตัวของผม

คุณเคยกินอาหารในถาดหลุมตอนเป็นเด็กมั๊ยครับ

ถ้าเคย คุณยังจำจังหวะเคาะถาดของคุณได้อยุ่หรือเปล่า?  

Beat.Murakami

•July 25, 2007 • 2 Comments

ผมยืมหนังสือหนึ่งในเจ็ดเล่มของมูราคามิมาอ่านจนได้ หลังจากเข้าไปอ่านบล๊อกของคุณหมอตั๊ม ที่เขียนเกี่ยวกับหนังสือที่ชื่อว่า Pinball, 1973 หมอให้คำอธิบายงานเขียนของ มูราคามิ ได้อย่างกระชับจับจุดว่า ” เพี๊ยน ” แต่ ” เจ๋ง ”

หนังสือที่ผมอ่านชื่อว่า ” Sputnik Sweetheart ”

ที่หน้าแรกๆของเล่มมีเขียนเล่าเกี่ยวกับประวัติของยานอวกาศรัสเซียเล็กน้อย มีหนึ่งย่อหน้าที่ คุณ นพดล เวชสวัสดิ์ แปลเอาไว้ได้น่าสนใจ

” วันที่ 3 พฤศจิกายน สปุตนิก ขึ้นสู่วงทางโคจรรอบโลก คราวนี้มี ไลก้า, เยอรมันเชฟเพริ์ด อยู่ในยาน ไลก้าเป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่เดินทางหลุดพ้นชั้นบรรยากาศรอบโลก ดาวเทียมดวงนี้ ไม่ได้กลับสู่พื้นโลก ไลก้าโคจรรอบโลกชั่วนิรันดร์ เซ่นสังเวยการศึกษาวิจัยชีววิทยาในอวกาศ ”

ผมว่าไลก้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหงาที่สุดในเวลานั้นด้วยเช่นกัน เพราะภายนอกยานมีแต่ความมืดบนความว่างเปล่าที่ไม่รู้จุดจบ ไลก้าจะสำเหนียกบ้างหรือไม่ว่ามันไม่สามารถกลับบ้านได้อีกต่อไป คำว่า ” นิรันด์ ” อาจจะฟังดูทารุณเกินไปสำหรับสัตว์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ หรือแม้แต่กระป๋องปลาซาร์ดีนบุบๆบี๊ๆก็ตามที

เรื่องราวหลักของหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงตัวละครหลักสามคน สุมิเระ มิว และ ตัวของมูราคามิเอง(ผมเชื่ออย่างนั้น เนื่องจากนายคนนี้ใช้คำแทนตัวว่า ” ผม ” ตลอดเวลา) และการเดินทางของจิตวิญญาณที่ซับซ้อน มูราคามินำเสนอผ่านสื่อที่เค้าเรียกว่า โลกคู่ขนานสองโลก ไร้ตัวตนในความเป็นจริง แต่ก็สามารถสัมผัสได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนในงานเขียนของเขา

เนื้อเรื่องทั้งหมดแทบจะไม่มีจะอะไรซับซ้อน แนะนำให้ไปหาอ่านเองจะดีที่สุด

ผมจะขอยกความดีความชอบให้ คุณ นพดล อีกครั้งหนึ่ง เพราะแปลเป็นภาษาแม่ได้เด็ดขาดเกินบรรยาย  จะขอยกตัวอย่างให้ยลกันเล็กน้อย

” ไม่มีมนุษย์คนไหนเดินทางผ่านชีวิตไปได้โดยไม่เคยลิ้มลองประสบการณ์โดดเดี่ยว อาจถึงขั้นเดียวดายเบื่อเหงาในป่ารกร้าง เขาจะพบว่า ต้องพึ่งพาตนเองเพียงสถานเดียว ห้วงเวลาเช่นนั้นจะสอนให้เค้ารู้จักพลังที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัว ”

” เชือดคอหมา เอาเลือดราดนิยาย? “” ฉันไม่ฆ่าสัตว์หากเลี่ยงได้ “” เป็นแต่เพียงอุปมา “” นักเขียนไม่ต้องลงมือฆ่าสัตว์ ”

” พวกเราเหล่าผู้นิยมเพศตรงข้ามมีศัพท์บัญญัติ เราจะพูดกันว่ารู้สึกอยากจนลึงค์แข็ง ” (ผมเข้าใจว่าผู้เขียนพยายามจะบอกรักคนอ่าน ซึ่งไม่ค่อยจะเวิร์คเท่าไรนัก)

” เคยเห็นคนโดนยิงที่ไร้เลือดหลั่งหรือไม่ ”

” ฉันอยากร่วมรักกับมิว อยากให้เธอกอดไว้ในอ้อมแขน ฉันยอมสละทิ้งสิ่งสำคัญในชีวิตไปหลายอย่าง ไม่มีอะไรจะสละได้อีกแล้ว ยังไม่สายเกินไป ฉันจะต้องร่วมรักกับมิว มุดเข้าไปในตัวเธอ เธอมุดเข้ามาในตัวฉัน เหมือนงูหิวโซสองตัวกลืนกินกันและกัน ”

” เป็นไปได้หรือไม่ว่าโลกถูกส่งให้มาลอยดวงกลางอวกาศที่เวิ้งว้าง เพียงเพื่อให้เป็นที่พำนักของคนเหงา? ”

นอกเหนือจากประโยคไม้ตายที่โดนนำเสนอผ่านการสนทนาสุดเพี๊ยนของตัวละครตลอดทั้งเรื่องแล้ว มูราคามิยังสามารถนำเสนอแง่มุมของความเหงาให้แก่ตัวละครอย่างถึงแก่นอีกด้วย ตัวละครในนิยายเล่มนี้ทุกคนมีความเหงาเป็นสื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ถึงกันอยู่ในโลกที่แท้จริง ขนานไปกับโลกของกิเลสตัณหาซึ่งถูกเปรียบเทียบเอาไว้เป็น ” โลกคู่ขนาน ” ที่ไร้ตัวตน   

แค่นี้ก็คงจะเพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือที่ทำให้คุณเกาหัวแกรกกราก

ไปหามาอ่านดูแล้วกันนะครับ